ตะเกียบใช้แล้วทิ้งกว่า 45,000 ล้านคู่ในประเทศจีน ทำให้เสียป่าไป 100 เอเคอร์ทุกวัน
แปลและเรียบเรียง กรวิกา วีระพันธ์เทพา
ด้วยวัฒนธรรมการกินของชาวแดนมังกร ทำให้ปัญหาตะเกียบใช้แล้วทิ้งมีมาเนิ่นนาน แต่ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์ของจีนเขาตั้งใจเร่งแก้ปัญหาเรื่องตะเกียบเหล่านี้เสียที โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีประกาศเตือนต่อผู้ผลิตตะเกียบว่า “การผลิต การใช้ และการรีไซเคิลตะเกียบใช้แล้วทิ้งจะต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด”ด้วยเหตุผลว่าตะเกียบจำนวน 45,000 ล้านคู่ที่ผลิตในประเทศต่อปี (ส่งออกประมาณ 18,000 ล้านคู่ต่อปี) หรือ 130 ล้านคู่ต่อวัน ทำให้ประเทศต้องสูญเสียป่าไม้จำนวนมาก และประเทศจีนก็กำลังพยายามเพิ่มพื้นที่ป่าจาก 8% ในปี 1949 ให้ได้ 12-13% ในปีนี้
✚ รู้หรือไม่ ✚------------ ------- ----
กลุ่มกรีนพีซประเทศจีนประมาณตัวเลขว่าการผลิตตะเกียบให้ได้ตามความต้องการ ต้องใช้ต้นไม้ 16-25 ล้านต้นต่อปี สูญเสียพื้นที่ป่าไป 100 เอเคอร์ในทุกๆ วัน คิดง่ายๆ ว่าพื้นที่ใหญ่กว่าจัตุรัสเทียนอันเหมิน หรือสนามอเมริกันฟุตบอล 100 สนาม-- -
การตัดไม้ทำลายป่าถือเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของจีนซึ่งนำไปสู่ปัญหาการพังทลายของหน้าดิน ความขาดแคลนอาหาร อุทกภัย การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ พื้นที่กลายสภาพเป็นทะเลทราย และการสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่างๆ
น่าเศร้าตรงที่ความพยายามลดการใช้ตะเกียบเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ว่าการเรียกร้องต่อผู้ที่มีพฤติกรรมใช้แล้วทิ้งมีมาตลอดระยะเวลา 10 ปี ในปี 2006 นักอนุรักษ์มีกิจกรรมที่แข็งขันมากขึ้น ภาคประชาชนเริ่มดำเนินโครงการ BYOC (Bring Your Own Chopsticks) ซึ่งต่อมาก็มีการเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ และกลุ่มกรีนพีซประเทศจีนก็สนับสนุนแคมเปญ "Say no to disposable chopsticks" ต่อมาในปี 2008 กลุ่มรณรงค์ที่แต่งกายเป็นลิงอุรังอุตังก็เข้าไปรณรงค์ตามโรงอาหารในบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ไอบีเอ็ม ไมโครซอฟต์ และอินเทล เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงการตัดไม้ทำลายป่ามาเป็นตะเกียบ
แต่ถึงเวลาจะผ่านมานานแล้ว ปัญหาตะเกียบในเมืองจีนก็ยังไม่ดีขึ้น เพราะอะไรกันนะ?
ข้อแรกเลย อุตสาหกรรมการผลิตตะเกียบในประเทศจีน ซึ่งมีโรงงานกว่า 300 โรง สร้างงานให้ลูกจ้างกว่า 100,000 คน ถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุด เหลียน กวน ประธานสมาคมผู้ค้าตะเกียบกล่าวกับหนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ว่า “อุตสาหกรรมตะเกียบสร้างงานให้กับคนจนจำนวนมากในพื้นที่ที่มีการใช้ไม้” แถมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตะเกียบเมลามีน เรซิน นั้นเป็นตัวเลือกที่แทบไม่ได้สุขอนามัยเนื่องจากมีส่วนประกอบของฟอร์มัลดีไฮด์เป็นปริมาณมาก
เหตุผลข้อต่อมาคือร้านอาหาร ที่มีวิธีแก้ปัญหาด้วยการการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น พลาสติก เหล็ก หรือตะเกียบไม้ชนิดทนทานหลังการใช้แต่ละครั้ง
แต่อุปสรรคสำคัญคือ "ราคา"
ตะเกียบที่ใช้แล้วทิ้ง 1 อันราคาประมาณ 1 เพนนี (ไม่ถึง 1 บาท) ในขณะที่ตะเกียบที่ฆ่าเชื้อโรคแล้วมีมูลค่าตั้งแต่ 15-70 เซ็นต์ (ประมาณ 5-20 บาท)
บรรดาร้านอาหารโดยเฉพาะระดับราคาถูกต่างกังวลที่จะต้องคิดราคาเพิ่มกับลูกค้า เพราะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนจาก 21 เมืองได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเมื่อเดือนมีนาคม อ้างถึงกฏหมายความปลอดภัยทางอาหารที่กำหนดว่าร้านอาหารต้องจัดหาเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารที่สะอาด ปลอดภัย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นประชาชนไม่ควรจะเป็นผู้จ่ายค่าทำความสะอาด
การประกาศเตือนจากกระทรวงพาณิชย์ดูเหมือนจะเป็นการไปในทิศทางที่ถูกที่ควร แต่ในความเป็นจริงยังดูเหมือนห่างไกลเป้าหมาย เนื่องจากในประกาศไม่ได้ระบุข้อห้ามและบทลงโทษที่ชัดเจน และที่สำคัญ ไม่มีการแต่งตั้งตัวแทนรับผิดชอบเพื่อบังคับใช้มาตรการลดการใช้ตะเกียบใช้แล้วทิ้ง
ตอนนี้ สิ่งที่ยังพอสร้างความหวังได้ก็คือบรรดาชาวจีนที่ฐานะดีมีมากขึ้น ร้านอาหารจึงสามารถหาเครื่องมือในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคให้ตะเกียบสามารถนำกลับมาใช้ใหม่
แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีว่าผู้นำของจีนเห็นความสำคัญของการลดใช้ทรัพยากร แต่ในที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับประชาชนนั่นเอง ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าการนำตะเกียบไปเองและยอมรับค่าใช้จ่ายสำหรับตะเกียบที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้คุ้มค่ากับการรักษาผืนป่าที่กำลังหายไปอย่างรวดเร็วหรือไม่

ที่มา www.treehugger.com, www.bbc.co.uk
