ฮานอย : จักรยาน (และอากาศบริสุทธิ์) ที่หายไป
เรื่อง/ภาพ : สุเจน กรรพฤทธิ์
“คุณจะขี่จักรยานในฮานอยเหรอ อย่าดีกว่า”
“มันอันตรายมาก”
ต้นเดือนกรกฎาคม 2553 ข้อความจากเพื่อนชาวเวียดนามที่ส่งผ่านเฟซบุ๊ค ทำให้ผมเกิดความสับสนพอสมควร ด้วยคนรุ่นผมทันเห็นภาพของเวียดนามหลังสงครามรวมชาติ (2518) สิ้นสุดลงได้ 10 ปี (ราวปี 2528) ทางโทรทัศน์ว่าประเทศนี้เต็มไปด้วยประชากรจักรยานจำนวนมหาศาลบนท้องถนนไม่แพ้เมืองจีน
แต่วันนี้ คำเตือนดังกล่าวและภาพบนท้องถนนของฮานอย เมืองหลวงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เราเห็น ได้ยืนยันว่าภาพที่เคยปรากฏบนจอโทรทัศน์เมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ กลายเป็นอดีตไปเรียบร้อยแล้ว
ภาพที่ปรากฏคือ รถจักรยานยนต์จำนวนมหาศาลกำลังวิ่งเคียงคู่ไปกับรถยนต์นานาชนิดบนถนนทุกสายของฮานอย และด้วยความที่เมืองนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 1 พันปี ถนนหลายสายจึงยังคับแคบ ดังนั้นในชั่วโมงเร่งด่วนรถจักรยานยนต์นับร้อยคันจึงขึ้นไปวิ่งบนฟุตบาท และไม่น่าประหลาดใจว่าเสียงแตรจะดังสนั่นไปทั้งเมือง และเกิดมลพิษจำนวนมหาศาลจากท่อไอเสียของยานพาหนะเหล่านี้
กระทั่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของฮานอย เช่นโซน old quarter ย่านเก่าแก่ที่ตั้งของถนน 36 สายใกล้ทะเลสาบฮวานเกี่ยมอันเคยเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างฝีมือโบราณ (เทียบได้กับถนนข้าวสารในกรุงเทพฯ) ก็เต็มไปด้วยกองทัพจักรยานยนต์วิ่งไปมาบนถนนแคบๆ ตลอดทั้งวัน
เคยมีการประเมินว่าฮานอยมีประชากรจักรยานยนต์ถึง 17 ล้านคัน มีรถยนต์ 7 แสนคัน และปัจจุบันตัวเลขน่าจะสูงกว่ามาก
Hanoi Department of Science and Technology and Chemistry Institute พบว่า มลพิษในอากาศของเมืองใหญ่ในเวียดนามสูงกว่าเกณฑ์ปกติ 4 เท่า ซึ่งร้อยละ 70 ของมลพิษนั้นเกิดจากการจราจร เมื่อมาดูเรื่องของอากาศเสีย พบว่าร้อยละ 85 ของคาร์บอนมอนออกไซด์และร้อยละ 95 ของสารประกอบอินทรีย์ระเหย (Volatile organic compounds)ในอากาศมาจากการจราจร ยิ่งจุดใดเป็นเขตก่อสร้าง มลภาวะจะสูงกว่าเกณฑ์ปกติไปอีก 10-20 เท่า
แต่ละปีการจราจรในฮานอยผลิตฝุ่นและควันถึง 80,000 ตัน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 9,000 ตัน ไนโตรเจนออกไซด์ 19,000 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์ 46,000 ตัน เมื่อสิ้นสุดปี 2553 ตัวเลขนี้น่าจะเกินเกณฑ์มาตรฐานมลภาวะทางอากาศที่มีการกำหนดไว้ 7-9 เท่า
ทางการเวียดนามระบุว่า โดยเฉลี่ย ทุกชั่วโมง ทุกระยะ 1 กิโลเมตรบนท้องถนนของฮานอยจะมีจักรยานยนต์วิ่งอยู่ 5,000 คัน (ไม่นับรถอีกหลายร้อยคัน) เสียงจากยานพาหนะเหล่านี้จะสูงถึง 85 เดซิเบลในชั่วโมงเร่งด่วนตอนกลางวัน ส่วนในตอนกลางคืนจะอยู่ที่ 67-75 เดซิเบล (มาตรฐานอยู่ที่ 80 เดซิเบล)
กรมสุขภาพของกรุงฮานอย (Hanoi Department of Health)ระบุว่า มีคนจำนวนมากเจ็บป่วยจากมลภาวะทางเสียงและอากาศ ส่วนมากเป็นโรคภูมิแพ้ หอบ หืด ไข้หวัด ยิ่งใครที่อยู่ในเมืองนี้เกิน 10 ปี ก็จะได้รับผลทางสุขภาพเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ 2 เท่า
นั่นหมายความว่าขณะที่รัฐบาลเวียดนามเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวรุดไปข้างหน้า ทว่าประชาชนกว่า 5 ล้านคนในเมืองนี้ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลภาวะที่หนักหนาไม่แพ้เมืองใหญ่อื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ร้านจักรยานในกรุงฮานอยก็กลายเป็นของหายาก ใครอยากขี่ก็ต้องเดินหากันจนน่องโป่ง ขณะที่ร้านเช่ารถจักรยานยนต์หาได้ง่ายราวกับเซเว่นอีเลฟเว่นในกรุงเทพฯ
จากการสังเกตบนท้องถนน กลุ่มคนที่ใช้จักรยานมากที่สุดตอนนี้กลายเป็นคนรุ่นเก่าและแม่ค้า
เพื่อนคนไทยที่ไปอยู่เวียดนามบอกเราว่า “เลือกได้ไม่มีใครขี่จักรยาน มันไม่สะดวกในการไปไหนไกลๆ ระบบขนส่งที่ไม่ดีก็เป็นแรงจูงใจให้หลายคนเลือกซื้อจักรยานยนต์ ที่สำคัญที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่ ซื้อรถแล้วก็ขับได้เลย มีอุบัติเหตุถ้าไม่หนักหนาสาหัสเกินไปก็คุยและแยกย้ายกันไปเอง ที่นี่ถ้าเรื่องถึงตำรวจเมื่อไรจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตมาก”
ขณะที่เพื่อนชาวเวียดนามบอกเราว่า “ส่วนมากคนที่นี่นิยมใช้จักรยานยนต์มากกว่าจักรยานแล้ว มันเป็นของเชิดหน้าชูตาอย่างหนึ่งด้วยถ้าใครมีจักรยานยนต์ดีๆ จักรยานยนต์ส่วนมากก็ผลิตจากจีนอีกส่วนหนึ่งก็นำเข้ามาจากไทย แต่เป็นที่รู้กันว่าของจากไทยมีคุณภาพดีกว่า”
ปัจจุบัน ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยว คุณอาจหาร้านเช่าจักรยานได้ตามแหล่งที่ฝรั่งพักอยู่เยอะ แต่เมื่อคุณขี่ออกถนนใหญ่ คุณจะต้องแน่ใจว่ามีทักษะในการขี่จักรยานระดับสุดยอด เพราะถนนในกรุงฮานอยวุ่นวายกว่าถนนกรุงเทพฯ ราว 10 เท่า”
แล้วจักรยานล่ะหายไปไหน
“จอดทิ้งเอาไว้ที่บ้าน”คือคำตอบที่ได้รับจากชาวเวียดนามหลายคน
อย่างไรก็ตาม ทางการเวียดนามรู้สภาพปัญหามลภาวะจากการจราจรมาพักใหญ่แล้ว และพยายามแก้ไข ด้วยการออกแผนปฏิบัติการระยะสั้น 6 เดือนตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทว่าก็ยังไม่มีโครงการ หรือรายละเอียดใดๆ ที่เป็นรูปธรรมในแง่ของการนำจักรยานมาแก้ปัญหาและกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอายุกว่าพันปีเมืองนี้
วันนี้ “จักรยาน”แทบหายไปจากลมหายใจของคนฮานอยอย่างสมบูรณ์แล้ว
วัยรุ่นชาวเวียดนามคนหนึ่งบอกเราว่า “ในอนาคต เราคงมีงานหนักมาก หากใครสักคนอยากคืนจักรยานให้กับลมหายใจของเมืองนี้อีก”
