10 อันดับประเทศเสี่ยงภัย ไร้น้ำอุปโภคบริโภค
ในขณะที่วิกฤติภัยแล้งบ้านเรายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็มีรายงาน “ดัชนีชี้วัดปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ” จากเมเปิ้ลครอฟต์ บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงในอังกฤษ ระบุว่ากลุ่มประเทศทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา (Sub-Saharan African) ติดอันดับพื้นที่กักเก็บน้ำมีความเสี่ยงมากที่สุด
โดยประเทศที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ โซมาเลีย มอริเตเนีย ซูดาน ไนเจอร์ อิรัก อุซเบกิสถาน ปากีสถาน อียิปต์ เติร์กเมนิสถาน และซีเรีย (การจัดอันดับอ้างอิงจากปัจจัยการเข้าถึงแหล่งน้ำ ความต้องการน้ำ และการพึ่งพึงแหล่งน้ำจากภายนอก อย่างประเทศมอริเตเนียและไนเจอร์นั้นต้องพึ่งพึงน้ำจากแหล่งอื่นมากกว่า 90%)
ในรายงานบอกว่าสถานการณ์เช่นนี้ “ส่อเค้าขั้นวิกฤติ” เพราะจะส่งผลต่อมลพิษและปริมาณแหล่งน้ำทั้งในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา นอกจากนี้ ปรากกฏการณ์ขาดแคลนน้ำจะเพิ่มวิกฤติความขัดแย้งทั้งพื้นที่ภายในประเทศและระหว่างชายแดนเนื่องจากการแข่งขันทางอุตสาหกรรม การเกษตร และการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
ปัญหาจาก ”เขื่อน”
อียิปต์ ประเทศเสี่ยงภัยลำดับที่ 8 ซึ่งต้องพึ่งพิงน้ำจากแม่น้ำบลูไนล์ กำลังอยู่ท่ามกลางข้อพิพาทกับเอธิโอเปียเรื่องการก่อสร้างเขื่อน “ไจบ์ 3” (Gibe III)ในเอธิโอเปีย ที่คาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณแหล่งน้ำลดลงไปอีก นอกจากนี้ เขื่อนที่ (กำลังจะ) ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาแห่งนี้ ก็ถูกกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนต่อต้านด้วยเหตุผลว่าทำให้ระบบการประมงบริเวณใกล้เคียงกับประเทศเคนย่าสูญหายไปด้วย

อีกส่วนหนึ่งของรายงานเน้นไปที่ปัญหาปริมาณน้ำที่กำลังแย่ลงเรื่อยๆ ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยซึ่งมีอาณาเขตในประเทศอินเดีย บังกลาเทศ จีน และเนปาลด้วย
แม้ว่าประเทศข้างต้นจะไม่ได้อยู่ในลิสต์ 10 อันดับในรายงานของเมเปิ้ลครอฟต์ แต่ทางกลุ่มประเมินยุทธศาตร์รากฐานอินเดีย (Indian-based Strategic Foresight Group - SFG) ก็เปิดเผยว่าประเทศเหล่านี้จะต้องรับมือกับปัญหาน้ำที่จะลดหายไปถึง 275,000 ล้านคิวบิคเมตร ภายใน 20 ปี มากกว่าปริมาณน้ำที่มีในตอนนี้ของทั้งประเทศเนปาล
รายงานบอกว่า ถึงแม้ภาวะโลกร้อนอาจจะใช้เวลาถึง 2 ศตวรรษจึงจะทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลกระทบบางอย่างก็สามารถเห็นได้ในไม่ช้านี้ มีการคาดการณ์กันว่าแม่น้ำเหลืองในประเทศจีนและแม่น้ำคงคา (รวมทั้งแม่น้ำสาขาย่อย) ในประเทศอินเดียจะกลายเป็นเพียงแม่น้ำตามฤดูกาลภายในครึ่งหลังของศตวรรษนี้
มีข้อมูลอีกว่าความต้องการน้ำปริมาณมากในการทำการเกษตรทั้งในประเทศอินเดีย (คิดเป็น 90% จากการใช้น้ำทั้งหมด) และประเทศจีน (คิดเป็น 65% ของปริมาณน้ำ) จะทำให้ผลผลิตของข้าวสาลีและข้าวเจ้าลดลง 30-50% ภายในปี 2050 และทำให้ทั้งสองประเทศนี้จะต้องนำเข้าผลผลิตกว่า 200-300 ล้านตัน
สารพิษในแหล่งน้ำ
นอกจากปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหายไป ในรายงานยังเน้นให้เห็นถึงแหล่งทรัพยากรน้ำที่ลดลงเนื่องจากมลพิษด้วย กลุ่มคณะกรรมการอนุรักษ์แม่น้ำเหลืองประมาณการณ์ว่าน้ำปริมาณน้ำ 34% ในแม่น้ำไม่เหมาะสมสำหรับการบริโภค การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการเกษตร และ 30% ของแม่น้ำสายย่อยจากแยงซีเกียงเป็นมลพิษอย่างรุนแรง ส่วนในประเทศอินเดีย 50% ของแม่น้ำยมุนา ซึ่งแยกสาขามาจากแม่น้ำคงคามีมลพิษปริมาณที่สูงมาก
ข้อมูลสำหรับแม่น้ำในบังคลาเทศนั้นไม่ได้ระบุไว้ แต่จากการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ใน Lancet medical journal เมื่อไม่นานมานี้มีข้อมูลว่าประชากรประมาณ 77 ล้านคนในบังคลาเทศได้รับผลกระทบทางสารพิษจากสารหนูที่ปนเปื้อนในน้ำบาดาล
ทั้งนี้ โดยสรุป SFG กล่าวว่าส่วนหลักของแม่น้ำจากเทือกเขาหิมาลัยกว่า 30% นั้นได้สูญเสียระบบนิเวศไปแล้วและไม่เหมาะสมกับมนุษย์หรือปลา
ที่มา: www.theecologist.org
