ยาคุมกำเนิดทำอะไรกับร่างกายเราและโลก

เรื่อง เสมอชน ธนพัธ
เรียบเรียงจาก www.theecologist.org

ยาคุมกำเนิดเป็นเหมือนสัญลักษณ์การปลดพันธนาการทางเพศของสตรีแห่งคริสตทศวรรษที่ 1960 ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศต่างรณรงค์ให้สตรีในวัย 18 – 24 ปีใช้ยาคุมกำเนิด เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการทำแท้ง

หากทว่าต้นทุนชนิดใดกันเล่าที่เราและโลกต้องจ่าย?

ปลากลายเพศ
เป็นเวลากว่า 15 ปีที่นักวิจัยในอังกฤษและอเมริกาเฝ้าจับตาการกลายเพศของปลาตัวผู้ โดยพบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มนุษย์ขับถ่ายออกมา และปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการขยายพันธุ์ของปลา

นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นว่า ผลกระทบจากสารเอสโตรเจนซึ่งมีผลกระทบต่อต่อมไร้ท่อเริ่มเป็นปัญหาที่น่าหวาดวิตกมากขึ้น ซึ่งผลกระทบนี้ก็อาจเกิดขึ้นกับคน

จริงอยู่ว่า ปลาไม่ใช่คน แต่ระบบฮอร์โมนของปลา นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และคน ก็มีความคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนเพศ ฉะนั้นเราจึงไม่รู้ว่าอะไรที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ตกค้างยาวนาน
น้ำที่ดูใสบริสุทธิ์ ก็อาจมีสาร Ethinylestrodial ปนเปื้อนอยู่ แม้จะมีปริมาณเพียงน้อยนิด แต่ก็ตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้ยาวนาน

มีรายงานการศึกษาที่สำคัญ 2 ชิ้นของศาสตราจารย์ชาร์ล ไทเลอร์ และคณะ จากคณะพิษวิทยาเชิงนิเวศแห่งมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมอังกฤษ (UK Environment Agency) โดยในการสำรวจตัวอย่างปลาหลายพันตัวจากพื้นที่ 42 แห่งทั่วประเทศอังกฤษ พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างเด่นชัดระหว่างสารเอสโตรเจนในน้ำกับการกลายเพศของปลา แม้ปริมาณสารเอสโตรเจนที่พบจะมีความเข้มข้นเพียงน้อยนิดก็ตาม

สูญเสียประชากรชาย
งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ไทเลอร์และคณะทำร่วมกับทีมงานของมหาวิทยาลัยบรูเนล พบว่า สารเคมีจากยาคุมกำเนิดยังทำให้ความสามารถในการขยายพันธุ์ของปลาลดลง โดยปลาเพศผู้หายไปเนื่องจากความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมลดลง และนั่นอาจนำไปสู่ภาวะการสูญพันธุ์ได้ในที่สุด

ต่อเรื่องนี้เคยมีเสียงเตือนจากบรรดานักวิทยาศาสตร์มาแล้วตั้งแต่ต้นคริสตทศวรรษที่ 1990 หนึ่งในนั้นคือ จอห์น ซัมป์เตอร์ และซูซี่ จ็อบลิ่ง สองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยบรูเนล ทั้งคู่ได้สังเกตการณ์ในลำน้ำพบว่า มีปลาตัวผู้หันไปผลิตโปรตีนชนิดที่โดยปกติแล้วจะพบในไข่ของเพศเมีย นอกจากนี้ยังพบว่า มีไข่จำนวนมากที่กลายเป็นไข่ลม ซึ่งงานของทั้งสองก็สอดคล้องกับงานวิจัยของศาสตราจารย์คาเรน คิดด์ แห่งมหาวิทยาลัยนิวบรูนสวิซก์ ประเทศแคนาดา ที่พบปรากฏการณ์เดียวกันกับแม่น้ำหลายสายในประเทศ

ความผิดปกติจากปัจจัยที่เสริมกัน
นับเป็นเวลาหลายปีที่เกิดปรากฏการณ์ผู้ชายมีจำนวนสเปิร์มลดลง และมีอัตราการป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับอัณฑะเพิ่มมากขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกจับตาโดย นีลส์ สแคกคีเบก และริชาร์ด ชาร์ป สองนักวิทยาศาสตร์ชาวเดนมาร์กจากสภาวิจัยยาในเมืองเอดินเบิร์ก ซึ่งทั้งสองยังระบุด้วยว่า ในช่วงคริสตทศวรรษที่ 1990 พบการใช้สารเอสโตรเจนสังเคราะห์ในฟาร์มปศุสัตว์กันอย่างแพร่หลาย

ไม่ใช่แค่นั้น สารไบฟีนอล เอ (ซึ่งใช้ในขวดน้ำดื่มพลาสติกบางชนิด และใช้เคลือบด้านในกระป๋องอาหารและเครื่องดื่ม) สารแพททาเลต (ซึ่งใช้ในพลาสติกห่ออาหาร) และสารโนนิลฟีนอล (ซึ่งใช้ในผงซักฟอก) สารเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบในลักษณะใกล้เคียงกับสารเอสโตรเจน นั่นคืออาจก่อให้เกิดความผิดปกติกับเต้านม ต่อมลูกหมาก รังไข่ และมดลูก ขณะที่ในแต่ละปี รอบๆ ตัวเรามีสารเคมีนับแสนชนิดหรือมากกว่านั้นที่ถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ฉะนั้นความผิดปกติในร่างกายที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลจากสารเคมีหลายชนิดในเวลาเดียวกัน ซึ่งในอนาคต ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

ต้นทุนในการบำบัด
สำนักงานสิ่งแวดล้อมของอิงค์แลนด์และเวลส์ตระหนักดีว่ามีสารเอสโตรเจนและสารเคมีที่มีผลกระทบต่อต่อมไร้ท่ออื่นๆ ปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำ ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เงินก้อนโตในการบำบัดน้ำเสีย อีกทั้งยังต้องมีการประเมินประสิทธิภาพการกำจัดสารเอสโตรเจนในน้ำเสียตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งก็ล้วนแต่ต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น

รวนการทำงานของร่างกาย
ฮอร์โมนของคนเราคือสารเคมีที่หลั่งออกมาจากต่อมต่างๆ มีหน้าที่ควบคุมเซลและการทำงานของร่างกาย ทั้งการเผาผลาญอาหาร ระบบการย่อยอาหาร อารมณ์ และพฤติกรรม

หากสตรีที่ได้รับฮอร์โมนมากจนเกินไป ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนคือ เกิดความแปรปรวนทางอารมณ์ เครียด ปวดหัว รวมถึงความเสี่ยงที่รุนแรงต่างๆ เช่น อาการเส้นเลือดอุดตัน มะเร็งเต้านม เป็นต้น

จากหนังสือที่สร้างความฮือฮาเมื่อปีที่แล้วชื่อ The Pill: Are you sure it’s for you? กล่าวว่า ระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อมีความละเอียดอ่อนและทำงานสอดประสานกันราวกับการบรรเลงเพลงในวงออสเครตร้า ดังนั้นผลกระทบต่อร่างกายที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่รังไข่ มดลูก และปากมดลูกเท่านั้น แต่หมายถึงการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายจะรวนไปหมด

สารเอสโตรเจนสังเคราะห์และโพรเจสเตอโรนในยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน พบว่ามีปริมาณมากกว่าระดับปกติในร่างกายถึง 4 เท่า ซึ่งจะทำให้สมดุลการหลั่งฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้ของคนๆ นั้นผิดปกติคือ เกิดการหลั่งฮอร์โมนในระดับคงที่ แทนที่จะหลั่งมากหลั่งน้อยตามวัฏจักรของการมีประจำเดือน

การใช้ยาคุมกำเนิด ไม่เพียงแต่ทำให้ระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายรวนไปหมด อีกปัญหาหนึ่งที่บรรดาสตรีวิตกคือ การใช้ยาเป็นประจำจะทำให้ขาดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการร้องเรียนและกล่าวโทษกันอยู่บ่อยๆ

ผลข้างเคียงต่อสุขภาพ
การใช้ยาแม้เพียงหนเดียว ก็ทำให้ตับต้องทำงานหนัก

สำหรับผลข้างเคียงอันไม่น่าพึงประสงค์ที่ตามมา เช่น ความเครียด หงุดหงิด คลื่นเหียนเวียนศีรษะ และจากบทความทางวิชาการในวารสาร Neurology เมื่อปี ค.ศ. 2006 ชี้ว่า สตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดที่มีสารเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคก้อนเลือดแข็งตัว ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น

สารเอสโตรเจนที่มีปริมาณมากจนเกินไปจัดเป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นความจริงที่ว่ายาคุมกำเนิดแบบรับประทานชนิดที่ผสมสารเอสโตเจนสังเคราะห์และโพรเจสเตอโรนถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งต่อมนุษย์โดยสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research of Cancer)

ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (EU) ได้มีมาตรการควบคุมโรงงานที่ใช้สารเอสโตรเจนในกระบวนการผลิตอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการระบายน้ำทิ้งปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำ

อย่างไรก็ตาม ในด้านของผู้บริโภค มีสตรีกว่า 4 ล้านคนในอังกฤษที่รับประทานยาคุมกำเนิด เพื่อควบคุมการตั้งครรภ์ โดยปราศจากการชั่งใจถึงผลกระทบทางด้านสุขภาพ และผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งบรรดาเด็กสาวแรกรุ่นด้วยแล้ว ควรอย่างยิ่งที่จะได้รับข้อมูลด้านมืดเหล่านี้

ภาพประกอบจาก www.dailymail.co.uk และ www.telegraph.co.uk

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม