เมื่อสัตว์ในมหาสมุทรถูกคุมคามด้วยมลพิษทางเสียง
เรียบเรียง ศศิวิมล ปัญจมาพิรมย์
มลพิษทางเสียงในมหาสมุทร นับวันจะยิ่งเลวร้ายและเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในท้องทะเลมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้น้ำทะเลมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น
ในทำนองเดียวกัน ความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นและอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ยังทำให้ทะเลดูดซับคลื่นเสียงความถี่ต่ำได้น้อยลง ผลก็คือเสียงเดินทางออกไปไกลกว่าที่เคยเป็น ...เหตุนี้ทำให้เกิดสภาพหูหนวกในโลมา การเกยตื้นและการขาดแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลที่ต้องการพื้นที่ที่เงียบสงบในการอาศัยอยู่

ดร.เจสัน ฮอลล์ สเปนเซอร์ (Dr Jason Hall Spencer) ผู้บรรยายด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลและวิศวกรรมของมหาวิทยาลัยพรีมัท (Marine Science and Engineering at the University of Plymouth) กล่าวถึงงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวายและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่พูดถึงความเสียหายจากเหตุการณ์ความเป็นกรดของมหาสมุทรว่า
“นี่เป็นงานวิจัยที่สำคัญโดดเด่น เพราะสนใจเรื่องน้ำทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งที่มีคุณสมบัติเป็นหินปูนในทะเล เช่นการละลายของเปลือกแข็งห่อหุ้มสัตว์ทะเลจำพวกสัตว์มีกระดอง เช่น หอย ปู กุ้ง ไม่ใช่เฉพาะการเปลี่ยนคุณสมบัติการกระจายของเสียงในมหาสมุทรเท่านั้น”
จากการทำนายด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของ ดร.ทาทิเอนา อิไลอินา (Dr Tatiana Ilyina) จากมหาวิทยาลัยฮาวาย พบว่าการดูดซับเสียงย่านคลื่นความถี่ต่ำในมหาสมุทรจะลดลงมากถึง 60% ภายในปี ค.ศ. 2100 ในที่ละติจูดสูง หากเราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอน
วาฬและโลมา ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบอันเลวร้าย ที่สำคัญที่สุดคือพวกมันจะตกใจกลัวจนหนีไป
ดร. เจสัน ฮอลล์ สเปนเซอร์ กล่าวว่าบางกรณีก็เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ที่เกิดขึ้นกับโลมาและวาฬพันธุ์เฉพาะถิ่นซึ่งมีที่อยู่อาศัยแน่นอน เช่นการสร้างสนามบินในฮ่องกงที่ส่งผลกระทบทางลบต่อโลมาสีชมพู
นอกจากนี้ ในบางกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสัตว์ก็เลวร้ายไปกว่านั้นอีก
“ปัญหาที่ใหญ่มากอีกปัญหาหนึ่งก็คือมีรายงานว่า การทดลองระบบคลื่นเสียงของทางการทหารเป็นจำนวนมากทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อของวาฬ” ดร. อิไลอินา กล่าว
ที่ผ่านมา สัตว์ทะเลมักจะสามารถปรับตัวเข้ากับเสียงความถี่ต่ำที่เกิดจากฝีมือมนุษย์อยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นเสียงจากการเดินเรือ ซึ่งเสียงเหล่านี้จะถูกควบคุมโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการถูกควบคุมโดยคลื่นที่กระทบฝั่งหรือสายฝน อย่างไรก็ตาม ดร.อิไลอินา กล่าวว่า ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีงานวิจัยเรื่องมลพิษทางเสียงในน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอีก เพราะปัญหานี้กำลังมีผลต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน
