จีน..ภารกิจ "เขียว" บนทางขนาน

เรื่อง ชฎาพันธุ์ มลิพันธุ์

กำลังเหินเวหาจ่อคิวนั่งเก้าอี้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่มะรอมมะร่อ แต่จู่ ๆ กระแส "ภาวะโลกร้อน" มาฉุดหาง "พญามังกร" ให้คิดถึงสิ่งแวดล้อมเสียบ้าง ...แต่มันไม่ง่ายเลย ที่จะให้จีนยอมสลัดความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรงสุด "แดง" มาเป็น "เขียว" ณ นาทีนี้ต้องบอกว่าจีน "หน้าชื่นอกตรม" กระอักกระอ่วนกับภาระสีเขียวที่หนักอึ้ง  และยังคงสวนทางกับวิถีชีวิตของประชาชนจีนส่วนใหญ่ที่ดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อให้ได้ "เงิน" ไม่ใช่ "กล่อง"

หลังจากจีนถูกกดดันจากนานาชาติอย่างหนักให้มุ่งมั่นต่อปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กในเดือนธันวาคมที่กำลังจะมาถึง   ซึ่งก็มีการโหมโรงด้วยคำยืนยันจากประธานาธิบดีหูจิ่นเทา เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ประกาศว่าจีนตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์สู่ชั้นบรรยากาศของโลกภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) โดยเน้นไปที่พลังงานสะอาด แต่ยังไม่กำหนดปริมาณเป็นตัวเลขแน่ชัด

จีนรู้ตัวดีว่าต้องแสดงท่าทีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะไม่อาจหนีความจริงได้ว่าอัตรารวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้วยจำนวนประชากรล้นหลาม   ..ต่อให้ข้อมูลบางแห่งจะระบุว่าอเมริกายังนำอยู่  แต่เอาเป็นว่าร่วมกันครองตำแหน่งก็ไม่แตกต่าง เพราะรวมกันแล้วครอบคลุม 40%  ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ทั่วโลก

แต่ลึก ๆ แล้วจีนยังไม่อยากปรับทิศทางและกระบวนการการพัฒนาประเทศเพื่อร่วมรับผิดชอบเท่าไรนัก เพราะถือว่าเป็น "ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่" หรือ "ประเทศกำลังพัฒนา"  ยังคงมองว่าตัวเองมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แค่ 4.5 ตันต่อคน  น้อยกว่าออสเตรเลียและอเมริกาที่ปล่อยกันไปคนละ  20.58 และ  19.78 ตันต่อคน รวมทั้งประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ตั้งมากมาย  (Maplecroft, 2009)

จีนเปิดตัวแผนแม่บทแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนในปี 2549    ตั้งเป้าสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาด พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ที่ทนสภาพแห้งแล้ง และขยายพื้นที่ป่าเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะเดียวกันก็โบ้ยว่าประเทศพัฒนาแล้วต่างหากที่ควรถูกตำหนิเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่า "การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการลดความยากจน เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกสำหรับประเทศกำลังพัฒนา"

ดังนั้นในโลกแห่งความจริง การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดของจีน การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศจีนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กำลังออกดอกออกผล หลังจากเร่งพัฒนาทางวัตถุ ตักตวงประโยชน์จากธรรมชาติ เน้นการผลิตมหาศาลชูราคาต่ำบุกตลาดโลกมุ่งสู่ "ความมั่งคั่ง" จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

วิถี "กรีน" จึงสวนทางกับความต้องการของคนจีนส่วนใหญ่ที่ยอมพลีทุกอย่างเพื่อให้ "รวย"  

ในช่วงเวลาเดียวกับที่ท่านประธานาธิบดีหูให้คำมั่นในการลดอัตราการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ  ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนเมืองจีนพอดิบพอดี  ได้พบภาพขัดแย้งกับความพยายาม "กรีน" ของจีน ที่อย่างน้อย ๆ ประกาศแผนแม่บทแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนมาแล้ว 2 ปี 

แม้ว่ารัฐบาลจีนออกมาตราการห้ามใช้ถุงพลาสติกชนิดบางกว่า 0.025 มิลลิเมตร และไม่ให้ร้านค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตบริการถุงพลาสติกแก่ลูกค้า ตั้งแต่ 1 มิถุนายนปีที่แล้ว โดยดัดแปลงพฤติกรรมพลเมืองด้วยการให้ "จ่ายเพิ่ม" ประมาณ 0.10  -  0.50 หยวนต่อถุงพลาสติก   ผลที่ได้นั้น ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งจีนเปิดเผยว่าช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกมากถึง 80% จากเดิมจำนวน 5,000 ถุงต่อวัน  ปัจจุบันมียอดการซื้อเพียงวันละ 200 ใบเท่านั้น  สอดคล้องกับข้อมูลเมื่อ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมาของสมาคมแฟรนไชส์และเชนสโตร์ของจีนระบุว่า อัตราการใช้ถุงพลาสติกตามซุปเปอร์มาร์เก็ตลดลง 66% 

แต่นั่นก็เป็นภาพสวยหรูในเมืองเศรษฐกิจบางพื้นที่เท่านั้น  ในระหว่างการเดินทางเยี่ยมชมเมืองน้อยใหญ่ในจีนของผู้เขียน  แม้สายตาจะสะดุดกับถังขยะแยกประเภทจำนวนมากมายบนท้องถนน  แต่ยังคงเห็นขยะพลาสติกทั่วไปในทุกแห่งที่ไปเยือน  แม้กระทั่งในฟู้ดคอร์ทของเมืองใหญ่ระดับเสิ่นหยาง (Shenyang) พบจานชามถูกครอบด้วยพลาสติก พร้อมที่จะรูดทิ้งไปกับอาหารหลังลูกค้ารับประทานเสร็จ  ด้วยความ "มักง่าย" ของผู้ประกอบการที่ต้องการประหยัดน้ำ น้ำยาล้างจาน และเวลา  

ชามห่อพลาสติกใส่อาหารจานด่วนจึงไม่รู้สึกประหลาดใจ เมื่อเห็นร้านรวงที่ไกลห่างความเจริญบริการถุงพลาสติกให้ลูกค้า หนำซ้ำเป็นพลาสติกชนิดบางที่รัฐบาลประกาศห้ามใช้เด็ดขาด  พวกเขาให้เหตุผลว่า "ไม่กล้าคิดเงินค่าถุงพลาสติกกับลูกค้า เพราะการแข่งขันทางการค้ารุนแรง" ราคาของสินค้าที่ซื้อไปนั้นถูกมากอยู่แล้ว มีหรือจะกล้าคิดเงินลูกค้าเพิ่ม ขณะเดียวกันชีวิตของคนจีนทั่ว ๆ ไปดูจะเคยชินกับการใช้ถุงพลาสติกไม่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนว่านั่นไม่ใช่พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ เพราะแม้ว่าจีนจะผลิตได้ แต่ราคาสูงกว่าพลาสติกปิโตรเลียมหลายเท่าตัว  

นอกจากนี้  ยังเห็นได้ชัดว่าจีนมีทัศนคติมุ่งสู่ความ "มโหฬาร" คิดแต่ "อภิมหา" โครงการซึ่งล้วนแล้วแต่สวนทางกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการประโคมแข่งสร้าง "ความทันสมัย" ด้วยตึกสูงใหญ่แปลกตา  การจัดงานโอลิมปิกที่เป่ยจิง (Beijing หรือปักกิ่ง) อาจจบลงไปนานแล้ว แต่มหกรรมสินค้าโลก หรือ "เอ็กซ์โป" ในซ่างไห่ (Shanghai หรือ เซี่ยงไฮ้) กำลังจะมา โครงการก่อสร้างใหม่ๆ จึงผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด พบเห็นได้แม้กระทั่งในเมืองเล็กๆ   

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นการขานรับนโยบายการท่องเที่ยวแบบ Mass Tourism สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการบริโภคภายในโดยสนับสนุนให้ "คนจีนเที่ยวเมืองจีน"  พร้อมกับพัฒนาพื้นที่ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุมากมาย จนความเจริญแพร่ระบาดไปแทบทุกที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยว เบียดความปลอดโปร่งโล่งสบายให้หดหาย 

ทางรถไฟสายชิงไห่ - ธิเบตความยาว 1,956 กิโลเมตร ก็เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจทะเยอทะยานสุดขั้วของจีน เพราะการท่องเที่ยวธิเบตนำรายได้ให้รัฐบาลมากถึง 10.3 พันล้านหยวน (1.51 พันล้านเหรียญ)  ในช่วงปี 2549 - 2551  ตัวเลขยืนยันจากศูนย์วิจัยแห่งหนึ่งบอกว่ารถไฟสายนี้ช่วยขนผู้โดยสารขึ้นธิเบตไปแล้วอย่างน้อย 14 ล้านคน และสินค้าปริมาณกว่า 64 ตัน เพราะการเดินทางสะดวกนอกจากเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ  ยังก่อเกิดธุรกิจต่อยอดอีกมากมาย เช่น โครงการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าประเภทเนื้อ โรงงานน้ำแร่ ฯลฯ  ขณะที่คนต่างถิ่นย้ายเข้าไปทำมาหากิน  คนในพื้นที่ก็ทิ้งวิถีชีวิตดั้งเดิมหันมาทำธุรกิจเพิ่มขึ้นเช่นกัน จนบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ของธิเบตอยู่ในภาวะสั่นคลอน เมื่อต้องเปลี่ยนสภาพเป็น "ชิ้นปลามัน" ที่ใครก็อยากหาผลประโยชน์   

ดังนั้น เมื่อจีนจำเป็นต้อง "กรีน" ก็คิดถึงผลลัพธ์ในเชิงรายได้ หรือโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ มากกว่าจะช่วยพิทักษ์โลก   แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าให้การผลิตพลังงานลม เป็นหนึ่งในธุรกิจพลังงานสะอาดเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต โดยคาดว่าจะทดแทนพลังงานที่ใช้ในประเทศประมาณ 20% ในอีกสองปีข้างหน้า   

หลังจากจับมือกับสหรัฐอเมริกาเซ็นสัญญาด้านพลังงานสะอาดเมื่อ 3 ปีก่อน  เพื่อร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล ตลอดจนร่วมวางแผนเรื่องตลาด รวมทั้งการขายคาร์บอนเครดิต (United Press International, 2006) หลายฝ่ายเชื่อว่าจีนจะกลายผู้นำด้านการส่งออกเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมในอนาคต (http://www.physorg.com/news177394676.html)   แต่ก็มีเสียงติเตียนว่า "จีนคิดแต่จะทำขาย แต่ไม่ใช้เอง" เพราะต้นทุนการผลิตพลังงานทางเลือกยังสูงมาก ขณะที่พลังงานถ่านหินยังคงราคาต่ำที่สุดสำหรับการบริโภคภายในประเทศ  

ปัจจุบันจีนยังคงพึ่งพิงพลังงานดึกดำบรรพ์อย่างถ่านหินอยู่ถึง  70%  น้ำมัน 18% ก๊าซธรรมชาติ 2% ส่วนอีก 1%  เป็นพลังงานนิวเคลียร์ แม้ว่าจะมีเขื่อนสามโตรกขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชนิดไม่อาจประเมินค่าได้ แต่จีนก็ใช้พลังงานจากน้ำน้อยมาก ส่วนพลังงานลมและแสงอาทิตย์ยิ่งอยู่ในระดับอนุบาล  

ทั้งนี้ หลังจากจีนชูพลังงานสะอาดขึ้นมา บริษัทในประเทศก็แข่งกันประโคมสร้างสินค้า "กรีน" ขึ้นมาตามประสาผู้ฝักใฝ่ในความ "มโหฬาร" โดยข้อมูลจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์เดือนพฤศจิกายนศกนี้ ระบุว่าพบการแข่งด้านพลังงานทางเลือกระดับมณฑล เช่น  ในมณฑลกานซู (Gansu) ทางด้านตะวันตกของจีน มีการสร้างฟาร์มกังหันลมที่มีศักยภาพการผลิตเทียบเท่ากับโรงงานพลังงานนิวเคลียร์  ส่วนเจ้อเจียง (Zhejiang) ที่อยู่ด้านตะวันออก ก็เร่งติดตั้งแผงวงจรแสงอาทิตย์ ขณะที่เป่ยจิง มีการห้ามไม่ให้ใช้รถจักรยานยนต์ในศูนย์กลางเมือง และสนับสนุนการใช้จักรยานไฟฟ้า เป็นต้น (ไม่ใช่จักรยานปั่นที่ดูโบร่ำโบราณเกินไป)

แต่นั่นก็เป็นเพียงโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ที่จีนเล็งเห็น    ขณะที่วิถีธุรกิจดั้งเดิมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนิ่นนานหลายทศวรรษกลับยังดำเนินต่อไปโดยไร้บทลงโทษ
 

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม