เรื่องกำปั้นทุบดินใน “วันที่ถอดสูท” ของบังกลาเทศ
เรื่อง พันธกานต์ ตงฉิน
ภาพ www.treehugger.com
หนึ่งในนโยบายที่ เซก ฮาซีนา (Sheikh Hasina) นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของบังกลาเทศใช้ในการหาเสียงคือ การเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ ซึ่งมีส่วนให้พรรคสันนิบาต อวามี (Awami League) ของเธอชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม 2551 อย่างถล่มทลาย
ผ่านวันนั้นมาไม่ถึงปี อาจไม่นานพอให้แผนจัดหาพลังงานฟักตัวออกจากไข่ และไฟที่ติดๆ ดับๆ อยู่ทั่วเมืองก็ดูเหมือนจะหนักไปทางดับมากขึ้น วันนี้จึงเป็นวันที่ฮาซีนาต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง
"ถอดสูท" คือหนึ่งในทางเลือกของเธอ ถอดเพื่อไม่ร้อน ไม่ร้อนเพื่อลดการเปิดแอร์ ซึ่งน่าจะทำให้ภาพรวมของปริมาณการใช้พลังงานลดลง โดยรัฐมนตรีและข้าราชการชายเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่ได้รับคำสั่งให้แขวนสูท แจ๊กเกต หรือเน็กไทของตนไว้ที่บ้าน และสามารถใส่เพียงกางเกงขายาวและเสื้อเชิ้ต ทั้งปล่อยชายได้หากต้องการ
ด้วยนโยบายกำปั้นทุบดินอย่าง “ร้อนนักก็ถอดเสื้อ” ฮาซีนาหวังให้เรื่องการแต่งกายซึ่งฟังดูเล็กน้อย เมื่อรวมกันมากเข้าอาจมีพลังพอที่จะลดปัญหาไฟตกไฟดับอันสืบเนื่องมาจากการเพิ่มจำนวนของประชากร และการมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศ
บังกลาเทศมีความต้องการไฟฟ้า 5,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่สามารถผลิตได้จริงเพียง 3,000 เมกะวัตต์เท่านั้น ส่งผลให้มีการชุมนุมปิดล้อมโรงไฟฟ้าอยู่เสมอ เช่นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่คนงานโรงงานทอผ้ากว่า 5,000 คน รวมตัวกันปิดล้อมโรงไฟฟ้าสองแห่ง และขู่จะทุบทำลายหากไม่ยอมแก้ปัญหาไฟฟ้าดับ ซึ่งทำให้พวกเขามีรายได้ลดลงเพราะไม่สามารถเดินเครื่องจักรทอผ้าได้
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าตามนโยบายถอดสูทนี้อาจเป็นเพียงการถอด เพื่อหวังจะกลับมาใส่ เป็นการลดการใช้ไฟ เพื่อหวังจะกลับมาใช้เพิ่ม เพราะชาวบังกลาเทศต่างมองเห็นและ “เข้าใจ” ในเหตุผลและคำมั่นสัญญา พวกเขาจำได้ว่ารัฐบาลมีแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้า พร้อมๆ กับที่รับรู้ว่า ภาคพลังงานมีปัญหาคอรัปชั่นสูง และเซก ฮาซีนา ผู้นำของประเทศเคยถูกคุมขังด้วยข้อหาทุจริต ก่อนได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเพื่อลงรับสมัครเลือกตั้ง
การถอดสูทจึงอาจมีค่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อเทียบกับนโยบายและเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลเตรียมลงทุนกับโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ซึ่งรวมไปถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
มือหรือกำปั้นของประชาชนที่มีอยู่ อาจเลือกทำอะไรได้หลายอย่าง จะเลือกใช้มันทุบดินด้วยนโยบายตื้นๆ ลด ละ ความสิ้นเปลืองพลังงานที่เกิดจากพฤติกรรมเคยชิน หรือปล่อยให้มันถูกชูเหนือหัวเพื่อเดินขบวนประท้วงปัญหามลภาวะที่เกิดจากโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ หรือมีวิธีการใดที่จะร่วมมือกันสร้างสมดุลระหว่างสองแนวทาง
อาจไม่ใช่เฉพาะบังกลาเทศ หากเป็นผู้คนทั้งโลกที่ต้องช่วยกันขบคิด
