กางร่มรับฝนกรด

เรื่อง : จุดเล็กๆ

ฤดูฝนเวียนมาถึงอีกปีหนึ่งแล้ว โปรดอย่าลืมว่า เรายังเผชิญหน้าอยู่กับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่ยังมีเรื่องที่ต้องวิตกอีกหลายเรื่อง เรียกได้ว่า จะร้อนจะฝนก็ล้วนแต่มีเรื่องให้น่ากังวลใจได้ทั้งสิ้น หากหน้าร้อน ในปัจจุบัน หลบหลีกหรือเลี่ยงจาก ปรากฏการณ์ วิบากกรม เรื่องภัยแล้ง คลื่นความร้อน กระทั่งอุณหภูมิระหว่างวันที่สูงชนิดที่ดันตัวเลขการใช้กระแสไฟฟ้า(เปิดแอร์ดับร้อน) ทุบทำลายสถิติ สวนกระแสอนุรักษ์พลังงานชนิดฉุดไม่อยู่

แน่นอน หากฤดูร้อน นำความประหลาดใจในแง่ดังกล่าวมาให้ทุกๆ ปี มีหรือที่ฤดูฝน จะยอมน้อยหน้า

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide: SO2) และไนโตรเจนออกไซด์ (nitrogen oxide: NO) ซึ่งมาจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ก๊าซทั้งสองชนิดนี้จะทำปฏิกิริยากับน้ำ (water: H2O) และสารเคมีอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศเพื่อก่อให้เกิดกรดซัลฟูริก (sulfuric acid: H2SO4), กรดไนตริก (nitric acid: HNO3) และสารมลพิษอื่น ๆ ก๊าซเหล่านี้อาจถูกกระแสลมพัดพาไปหลายร้อยกิโลเมตร โดยมอบสถานะให้ ฝน หิมะ หมอก ธรรมดาๆ มีชื่อเรียกตามคุณสมบัติ ที่ค่อนข้างน่าสะพรึงกลัว ว่า "ฝนกรด"

ฝนกรด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อมันถูกค้นพบว่า มีผลอย่างยิ่งในแง่การจำกัดการเติบโตของพืช ขยายไปสู่วงจรที่ไม่สิ้นสุด ด้วยการชะล้างธาตุอาหารจากดิน ทำลายแม่น้ำและทะเลสาบ กัดกร่อนทุกสิ่งที่ตกกระทบถึง

คุณสมบัติในการค่อยๆ ทำลายนี้เอง ที่ไม่ควรมองข้าม พิษจากฝนกรดจะค่อยๆ บ่อนเซาะ สะสมการทำลายในแต่ละปี  ยกตัวอย่างเช่น สิ่งที่จะกระทบถึงบึงหรือทะเลสาบ ที่รองรับฝนกรด ตะกอนของไนโตรเจน จะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของสาหร่ายในแหล่งน้ำ ซึ่งจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แย่งเอาออกซิเจนจากพืชชนิดอื่นไปจนหมด ที่สุดก็ทำลายความหลายหลากทางพันธุ์กรรม ในบึงหรือทะเลสาบแห่งนั้นไปอย่างถาวร

เคยมีรายงานว่า ฝนกรดจากการเผาไหม้ถ่านหิน ในประเทศนอร์เวย์ ฆ่าปลาในทะเลสาบจำนวนมาก รายงานของสถาบัน World Watch ระบุว่า ฝนกรดทำลายป่าและปลาในทะเลสาบของสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และยุโรปตอนกลางอย่างรุนแรงเช่นกัน  นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ปริมาณฝนกรดตกในพื้นที่กว่า 40 % ของจีน ส่งผลให้ อนุสาวรีย์ในยุคสมัยของราชวงศ์ซ้อง ถูกกัดเซาะจนเสียหาย และในปี 2538 ฝนกรดทำลายป่าและพืชผลในจีนเสียหายไปหลายพันล้านเหรียญเลยทีเดียว

ผล กระทบทางสุขภาพ พบว่า จากการสูดดมหมอกปนเปื้อน ซัลเฟอร์ หรือจะเรียกว่าหมอกกรดก็ได้ เยื่อบุผิวหนัง เยื่อบุภายในปาก จมูก ตา ลำคอ และปอด ซึ่งเปราะบาง บวมพอง ผลที่ตามมาคือ อาการระคายเคืองอย่างรุนแรง เจ็บปวด และหายใจลำบาก เซื่องซึม อ่อนเพลียเรื้อรัง และหากสารซัลเฟอร์เข้าสู่ระบบเลือด จะสามารถทำลายเส้นโลหิต เยื่อบุกล้ามเนื้อ และอวัยวะภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตับและไตได้อีกด้วย ในส่วนนี้ คนที่เป็นโรคหอบหืด หรือโรคทางเดินหายใจอยู่แล้วเป็นทุนเดิม จะได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างชัดเจน

ข้อมูลการสำรวจพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย จากกรมควบคุมมลพิษเมื่อ ปี 2548 ระบุว่า พื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิด ฝนกรด เป็นพื้นที่ที่มีโรงงาน อุตสาหกรรมและการจราจรหนาแน่น ยังไม่พบว่ามีค่าเกินกว่าที่กำหนด เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ วัดค่าความเป็นกรด-ด่างจากอากาศได้ 4.9  จึงมีแนวโน้มเกิดฝนกรดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝนกรด ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา ช่วงไหนที่มีลมพัดผ่าน อากาศถ่ายเท ค่าความเป็นกรดก็จะถูกเจือจางลงไปด้วย  แต่ ทางที่ดี หากใครต้องการ รองน้ำฝนใส่ตุ่มไว้กิน ต้องรอให้ฝนตกหนักประมาณ 3-4 วันติดต่อก่อน ปลอดภัยไว้ก่อนด้วยการ สันนิษฐานว่า ฝนที่ตกลงมาวันแรก ยังมีสารพิษเจือปนอยู่  ทั้งนี้ เบื้องต้น เราสามารถตรวจวัดความเป็นกรด ในน้ำฝนได้ด้วยตัวเอง ด้วยการใช้กระดาษวัดค่าพีเอช ซึ่ง หาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

ฝนกรด เป็นเรื่องใกล้ตัวอีกเรื่องหนึ่ง ที่เราทุกคน สามารถแก้ไขที่ต้นตอ ได้จากการเริ่มที่ตัวเอง โดยการช่วยกันประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะการเปิดเครื่องปรับอากาศให้น้อยลง ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ ใช้รถยนต์ให้น้อยลงหรือเปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติ เพียงแค่เราร่วมมือกันคนละนิด ไม่ก่อให้เกิดการผลิตของเสียและการเผาไหม้ การเกิดฝนกรดก็จะลดน้อยลงไปด้วยอย่างแน่นอน เรื่องนี้ ปีที่ผ่านมา  อาจจะไม่ทันการแล้ว เพราะเรื่องของค่าไฟที่พุ่งสูงทุบสถิติที่ได้กล่าวไปแล้วตั้งแต่แรก นี่ก็ถือเป็นปัญหาที่ช่วยยืนยันอีกเสียงหนึ่ง ว่า เรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้นเลี่ยงปัญหาที่จะกระทบเป็นลูกโซ่ไปไม่ได้จริงๆ

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม