ประท้วงเชิงสัญลักษณ์

ภาพ : http://southasia.oneworld.net/todaysheadlines/greenpeace-campaign-to-drive-chang

เรื่อง : หนวดแมว

นอกจากการประท้วงทางการเมืองที่เราคุ้นเคยกันดีแล้ว การประท้วงยังปรากฎอยู่ในทุกวงการ และบ่อยครั้งที่เราเห็นเป็นข่าว ก็คือการประท้วงที่มีต้นเหตุมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้าน (ซึ่งมักจะสร้างสรรค์กว่า ถ้าเปรียบกับการประท้วงทางการเมืองในบางประเทศ) บางครั้ง เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่นำเสนอการประท้วงด้วยวิธีแปลกๆ เช่น นุ่งน้อยห่มน้อยเพื่อประท้วงการปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม(จีเอ็มโอ) ด้วยการบุกเข้าไปปิดฉลากระบุว่าอาหารชนิดนั้นๆ ผลิตจากวัตถุดิบจีเอ็มโอ

บ้างก็เป็นการประท้วงซึ่งปฏิบัติการ “เชิงสัญลักษณ์” ซึ่งที่เคยมีมา ปรากฏรูปแบบหลากหลายออกไป เช่น การสวนใส่เสื้อผ้าสีเข้ม การสวดภาวนาและการทำพิธีบูชา รวมไปถึงการใช้สัญลักษณ์โดยตรง เช่น การประท้วงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของโซเวียต ชาวลอนดอน ประเทศอังกฤษ นำขวดนมจำนวนมาก ไปวางหน้าสถานทูตโซเวียต โดยประดับขวดแต่ละใบด้วยโลโก้และข้อความที่เขียนว่า “อันตราย ! กัมมันตภาพรังสี”

นอกจากรูปสัญลักษณ์ทางวัตถุแล้ว การประท้วงยังปรากฎเป็นเสียงสัญลักษณ์อีกด้วย เช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1917 เมื่อทหารชั้นผู้น้อยจำนวนมากสามัคคีกันประท้วงกองทัพ ด้วยการร้องเป็นเสียงลูกแกะถูกเชือด เดินสู่สนามเพลาะ เล่นเอาบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งงงและหัวเสีย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

แน่นอนการประท้วงในหลายๆ ครั้งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง และหลายครั้งที่เป็นแค่เพียงปรากฏการณ์ที่เรียกร้องให้เกิดสำนึก มากกว่าจะส่งผลถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ

เมื่อไม่นานมานี้ มีการจัดอันดับการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ในหลายที่ ซึ่งก่อให้เกิดควาเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม(สร้างสรรค์)โดยนิตยสารไทม์ ในโอกาสนี้จุดเล็กๆ ขออนุญาตหยิบยกเอาบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง

การประท้วงกำแพงเบอร์ลิน กำแพงที่เคยแบ่งประเทศเยอรมันออกเป็นฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องพังทลายลง ในวันที่ 9 พ.ย. 2532 หลังพ่ายต่อแรงกดดันและวิกฤตภายใน รัฐบาลเยอรมนีตะวันออกประกาศเปิดพรหมแดนกับเยอรมนีตะวันตก และในวันนั้นเอง ชาวเบอร์ลินนับแสนคนจากทั้งสองฝั่งต่างมารวมตัวกันที่แนวกำแพงเพื่อร่วมกันทำลายขอบเขตของโลกเสรีนิยมกับสังคมนิยม

ในวันที่ 1 ธ.ค. 2489 จุดเริ่มต้น การแบ่งแยกสีผิวในอะลาบามาต้องสิ้นสุดลง เมื่อ โรซา พาร์กส์ หญิงผิวดำ ถูกตำรวจจับกุมตัว หลังจากปฏิเสธที่จะลุกขึ้นจากที่นั่งสำหรับคนผิวขาว วีรกรรมของเธอปลุกกระแสไม่พอใจให้คนผิวสีเป็นวงกว้าง นำไปสู่การคว่ำบาตรไม่ขึ้นรถบัสที่แบ่งแยกสีผิว ที่สุดก็ขยายไปสู่การเรียกร้องความเท่าเทียม

พระสงฆ์ชาวเวียดนามที่ชื่อ ทิชกวงดุ๊ก ได้จุดไฟเผาร่างของตนเอง เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2506 เพื่อประท้วงประธานาธิบดี โงดินเดียม แห่งเวียดนามใต้ ที่ข่มเหงชาวพุทธเวียดนามอย่างรุนแรง หลังจากการเสียสละของพระรูปนี้ กลายเป็นภาพเสียสละที่ยังถูกพูดถึงอยู่เสมอ

การเดินเท้าเปล่า ชูกำปั้น ประท้วงการกดขี่คนผิวสี ของทอมมี สมิธ , จอห์น คาร์ลอส นักวิ่งผิวดำชาวอเมริกัน ระหว่างการรับเหรียญรางวัลในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมื่อปี พ.ศ. 2511 พร้อมด้วยแนวร่วมอย่าง ปีเตอร์ นอร์แมน นักวิ่งผิวขาวชาวออสเตรเลีย ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าการกระทำของทั้ง 3 คน เป็นหนึ่งในกระแสการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนที่น่ายกย่อง

การเรียกร้องประชาธิปไตย โดยการชุมนุมใหญ่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กลางกรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2532 จบลงด้วยเหตุการณ์นองเลือด ภาพหนึ่งที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในการเรียกร้องครั้งนั้น ซึ่งหลายคนไม่อาจลบไปจากความทรงจำ ก็คือ ภาพของชายนิรนามคนหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับรถถังอย่างไม่หวั่นเกรง ทุกวันนี้ ชะตากรรมและชื่อเสียงของเขายังคงเป็นปริศนา

ยังมีการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ที่น่ายกย่องอีกนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้กล่าวถึง เชื่อว่าทั้งหมดเป็นไปเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า ตราบใด(ที่ไหน เมื่อไหร่) ที่ยังมีความไม่ชอบธรรม ตราบนั้นก็จะมีการประท้วงอยู่คู่กับมนุษย์ชาติเป็นเงาตามตัวไม่มีวันสิ้นสุด อย่างไรก็ตาม การถูกจดจำ ถูกบันทึก ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ย่อมหนีข้อพิสูจน์ที่ต้องอาศัยเวลาและคุณค่าของสิ่งที่กระทำ รวมไปถึงเป้าหมายของการกระทำไปไม่พ้น ใครที่เบื่อการประท้วงใดๆ คงต้องรอให้ฝุ่นความคึกคะนองจางลง จนในที่สุดได้เห็นภาพจริงๆ ในทุกแง่มุม

เห็นแล้ว จะคิดเห็นประการใด ก็สุดแล้วแต่

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม