‘เถาวัลย์กินป่า’ เรื่องธรรมดาหรือธรรมชาติวิกฤต ?

ภาพ : http://www.thairath.co.th

เรื่อง : แขนภา ขุริมนต์/เดลินิวส์

ปลายฝนต้นหนาวของผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มองอย่างรื่นรมย์ก็คงไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร นอกจากความเขียวครึ้มของแมกไม้ที่รับน้ำฝนอย่างเต็มอิ่มตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา  หากแต่ในความเป็นจริง ความเขียวขจีของแนวป่าที่สัมผัสได้ด้วยตานั้น หาใช่สีเขียวของพันธุ์ไม้หลักในระบบนิเวศดั้งเดิมของป่าแก่งกระจานแห่งนี้ไม่ แต่มันคือความเขียวขจีอันเกิดจากการเจริญเติบโตของ “เถาวัลย์” หลายชนิดที่กำลังรุกคืบกลืนกินป่าผืนนี้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สำหรับความเป็นมาของป่าแก่งกระจานนั้น ป่าแห่งนี้ได้รับการยกฐานะจากป่าสงวนแห่งชาติเป็นอุทยานแห่งชาติตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 มีเนื้อที่ทั้งหมดกว่า 1,800,000ไร่ แม้จะเคยผ่านการเปิดให้สัมปทานทำไม้ในพื้นที่บางจุด จนสิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ. 2532 แต่เวลาที่ผ่านไปประกอบกับการปลูกไม้ทดแทน จึงทำให้ป่าในบริเวณที่เคยเปิดสัมปทานฟื้นตัวขึ้นมาได้ ในภาพรวมของป่าแก่งกระจานจึงถือว่าป่าแก่งกระจานเป็นป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพแห่งหนึ่งของเมืองไทย ประกอบด้วยระบบนิเวศตั้งแต่ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ตลอดไปจนถึงป่าเต็งรังที่มีสภาพสมบูรณ์

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเปิดเผยว่า ปัญหาการรุกรานของเถาวัลย์ตอนนี้ ถือว่ารุนแรงและส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าและระบบนิเวศในผืนป่าแก่งกระจานอย่างมาก โดยพบปัญหานี้ชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2551 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานทั้งหมดกว่า 1,800,000 ไร่นั้น ได้รับผลกระทบจากการกระจายตัวของเถาวัลย์ไปแล้วราว 300,000 ไร่ และในจำนวนดังกล่าว มีจุดวิกฤตที่น่าเป็นห่วงที่สุดประมาณ 50,000-60,000 ไร่ ตามปกติป่าธรรมชาติพื้นที่ 100 ไร่ ควรจะมีเถาวัลย์ขึ้นเพียงแค่ 5-10% แต่พื้นที่จุดวิกฤตนี้กลับมีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมถึง 90% เนื่องจากเถาวัลย์เป็นพื้นที่เติบโตและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และหากต้นไม้ที่ถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนยืนต้นตายแล้วล้มลงมา เครือเถาวัลย์ที่ล้มตามลงมานั้นยังสามารถแทงรากลงดินและเจริญเติบโตได้อีก

“ปัญหาเถาวัลย์ส่งผลกระทบต่อแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่าเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะช้างป่า ขาดแหล่งหากินจนพากันอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย และที่น่าเป็นห่วงมากคือ ช้างป่าของเราเริ่มอพยพเข้าไปถึงเขตพม่าแล้ว ดังนั้น จึงต้องเร่งแก้ปัญหาแหล่งอาหารของสัตว์ป่าในพื้นที่วิกฤตก่อนเป็นอันดับแรก” หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานระบุ

เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งทีมวิจัยโครงการศึกษาผลกระทบการรุกรานของเถาวัลย์ปกคลุมป่าธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมีการรวบรวมบุคลากรด้านการวิจัยจากทุส่วนงานในกรมอุทยานแห่งขาติฯ เข้ามาเป็นคณะทำงานเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ดร. วัฒนา ศักดิ์ชูวงศ์ หัวหน้าคณะนักวิจัยโครงการศึกษาผลกระทบการรุกรานของเถาวัลย์ ได้วิเคราะห์ว่า การเปิดสัมปทานป่าไม้ในอดีตนั้นเป็นที่มาของการรุกรานจากเถาวัลย์สารพัดชนิดที่ขึ้นมาทดแทนป่าที่ถูกตัดไป เถาวัลย์ที่เข้ามาครองพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นไม้ในตระกูลถั่ว เติบโตและขยายพันธุ์ได้รวดเร็วโดยเฉพาะในหน้าฝน ได้แก่ หนามหัน คัดเค้าหมู เครือออน ม้ากระทืบโรง เถาวัลย์เปรียง กระดูกกบ แก้วมือไว และสะแกวัลย์ จนในที่สุดเถาวัลย์เหล่านี้ก็สามารถเอาชนะป่ารุ่นสองที่เพิ่งฟื้นตัวหลังการเลิกสัมปทาน เมื่อต้นไม้ในป่าถูกเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมเรือนยอด ถูกแย่งน้ำ อาหาร และแสงสว่าง ในที่สุดทำให้อ่อนแอ ถูกทำลายด้วยโรคและแมลงศัตรูได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อถูกโอบรัดมากๆ ก็ยืนต้นตาย บางพื้นที่เกิดการปกคลุมของเถาวัลย์อย่างหนักจนป่ายุบตัวลง ซึ่งเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “ป่าถล่ม” สร้างความเสียหายต่อทั้งแหล่งอาหารและเส้นทางเดินของสัตว์ป่าอย่างมาก

ดร. วัฒนา อธิบายด้วยว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็พบปัญหาการบุกรุกของเภาวัลย์ปกคลุมต้นไม้ในป่าธรรมชาติ โดยพบในป่าทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และการใช้สารเคมีกำจัดไม่สามารถทำได้แน่นอน เพราะจะกระทบกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิธีการที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือ การตัดทำลายโคนต้นของเถาวัลย์ในระดับพื้นดิน เพื่อให้เถาวัลย์ตายโดยไม่ต้องขนย้ายซาก แต่ต้องใช้กำลังคนและงบประมาณเป็นจำนวนมาก

แม้จะทราบวิธีการเบื้องต้นในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว แต่ผู้เกี่ยวข้องยังมีความเป็นห่วงในเรื่องผลกระทบที่จะตามมาหากเลือกใช้วิธีการตัดสางเถาวัลย์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องไฟป่าที่อาจะเกิดขึ้นเมื่อเถาวัลย์ที่ปกคลุมเรือนยอดแห่งตายจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี หากมีผู้ไม่หวังดีจุดไฟขึ้นพรึ่บเดียวก็อาจวอดวายทั้งป่า นอกจากนั้นก็คือเรื่องระบบน้ำตามธรรมชาติ ตลอดจนการพังทลายของหน้าดิน หากเข้าไปดำเนินการตัดสางเถาวัลย์ที่ยึดหน้าดินอยู่โดยไม่ศึกษาอย่างรอบคอบ สิ่งที่ตามมาอาจจะกลายเป็นการพังทลายและกัดกร่อนของหน้าดินไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งกระจานที่อยู่ด้านล่างได้

ทั้งนี้ คณะวิจัยของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ออกแบบการวิจัยปัญหาการรุกรานของเถาวัลย์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติป่าแก่งกระจาน โดยจัดเตรียมพื้นที่แปลงเถาวัลย์ในธรรมชาติเพื่อเก็บข้อมูลไว้ 3 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ที่มีเถาวัลย์ปกคลุมอย่าหนาแน่น พื้นที่เถาวัลย์ปกคลุมปานกลาง และพื้นที่เถาวัลย์ปกคลุมน้อย เพื่อเปรียบเทียบสภาพการเปลี่ยนแปลงว่าในระดับใดจะมีความเหมาะสมต่อระบบนิเวศและการเติบโตของป่าไม้ตามธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งเมื่อการวิจัยแล้วเสร็จ เชื่อว่าจะได้องค์ความรู้ใหม่ในเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการศึกษาอย่างละเอียดรอบด้านมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ดร. วัฒนา ออกตัวว่างานวิจัยครั้งนี้น่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับผลกระทบของเถาวัลย์ต่อการเจริญเติบโตของป่าตามธรรมชาติเท่านั้น แต่ในส่วนการใช้ประโยชน์พื้นที่ของสัตว์ป่า ระบบน้ำ การพังทลายของดิน และไฟป่า อาจจะยังไม่ครอบคลุม และต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ทั้งนี้คาดว่าจะจัดทำข้อสรุปได้ภายใน 6 เดือน โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2553 – 30 มี.ค. 2554 ก่อนจะนำผลสรุปที่ได้เสนอต่อผู้บริ หารของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาต่อไป

อีกด้านหนึ่งได้มีนักวิชาการ คือ รศ. เดชา วิวัฒน์วิทยา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาให้ความเห็นว่าปรากฏการณ์เถาวัลย์ปกคลุมป่าแก่งกระจาน เป็นกระบวนการปรับตัวตามธรรมชาติของป่าที่ผ่านการสัมปทาน เมื่อการปรับตัวเข้าสู่สภาวะที่สมดุลได้แล้ว ป่าก็จะกลับมาอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม การเข้าไปตัดสางเถาวัลย์จะเป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะสัตว์ต่างๆ ใช้เป็นแหล่งอาศัยและหากิน และจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารสัตว์ป่า เถาวัลย์ก็มีประโยชน์ต่อผืนป่า ภายในระยะเวลา 10-15 ปี ธรรมชาติจะค่อยๆ ฟื้นตัวจนกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ได้เอง ที่สำคัญปัญหาเถาวัลย์คลุมป่าไม่ได้เกิดขึ้นที่แก่งกระจานที่เดียว การออกมาประโคมข่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่

ข้อคัดค้านดังกล่าวเป็นการตั้งคำถามในอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งถือเป็นความปรารถนาดีต่อทั้งทรัพยากรธรรมชาติของไทยและผู้เกี่ยวข้อง สุดท้ายแล้วผู้ที่จะตอบคำถามของสังคมได้ดีที่สุดก็คือ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่จะต้องหาคำตอบของปัญหาให้ได้อย่างตรงจุด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าข้อสรุปของโครงการวิจัยศึกษาผลกระทบการรุกรานของเถาวัลย์ปกคลุมป่าธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจะไม่สูญเปล่า หากผู้ดำเนินการยึดหลักทางวิชาการ เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงของปัญหา ผลสรุปที่ออกมาย่อมสามารถนำมาใช้ประโยชน์และต่อยอดองค์ความรู้ในงานวิชาการด้านป่าไม้ของไทยได้

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม