บันทึกนักสืบสายลม ฉบับที่ 2
บันทึกนักสืบสายลม ฉบับที่ 2 วันพุธที่ 3 มี.ค. 2553 เวลา 17.23 น.
สภาพอากาศ : ร้อนมาก นี่แค่เดือนมีนาคมนะ แดดจะเปรี้ยงไปไหน!
สวัสดี นักสืบสายลมทุกท่านครับ ช่วงนี้อากาศร้อนเสียจริงนะครับ แถมยังมีเรื่องการเมืองเพิ่มดีกรีความร้อนให้ระอุขึ้นไปอีก ร้อนกายเจอร้อนใจแบบนี้ หลายคนคงมองหาเครื่องปรับอากาศมาปรับอุณหภูมิกายให้เย็นลงกันใช่ไหมครับ แต่รู้ไหมครับว่าคนกรุงเทพฯ เราเสียค่าไฟฟ้าไปกับเครื่องปรับอากาศมากเป็นอันดับหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดเชียวนะ และแอร์นี่เองแหละก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อากาศนอกห้องแอร์ร้อนมากขึ้นๆ บางทีไอ้ที่เรารู้สึกกันว่าข้างนอกร้อนมากๆ จริงๆ แล้วอาจเป็นเพราะเราชาวกรุงเทพฯ พร้อมใจเปิดแอร์กันกระหน่ำ จนทำให้ข้างนอกมันร้อนสุดจะทนอย่างนี้ก็ได้นะครับ
ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ลองหาทางลดความร้อนแบบไม่ต้องง้อแอร์ดูไหมครับ วิธีง่ายๆแต่ได้ผลดีก็มีเยอะแยะนะครับ เช่น กินของเย็นๆ พวกขนนน้ำแข็งไส เฉาก๊วยหรือจะเป็นโยเกิร์ตผลไม้เย็นช่ำ ลดความร้อนจากภายในแถมยังได้อิ่มท้องอีกด้วย การเลือกใส่เสื้อผ้าบางลงหน่อยก็ดีครับ นอกจากจะไม่ร้อนแล้วยังดูดีเข้ากับสภาพแวดล้อมอีกด้วย หรือถ้ามีโอกาสได้ซ่อมหรือสร้างบ้าน ลองมองหาดีไซด์กรีนๆ เก๋ๆ หรือเลือกใช้อุปกรณ์เสริมพวกฉนวนสะท้อนความร้อนต่างๆ ก็ทำให้บ้านเย็นลงได้ไม่ง้อแอร์ครับ แต่ถ้าถึงที่สุดแล้วยังจำเป็นต้องใช้แอร์ก็ควรใช้เท่าที่จำเป็นและอย่าลืมหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอยู่เสมอ และล้างแอร์ (ล้างใหญ่) อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้มันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานให้ใช้ได้ยาวๆ แต่กินไฟน้อยๆ นะครับ
พูดถึงเรื่องอากาศกับพฤติกรรมมนุษย์ ผมยังมีเรื่องติดใจตั้งแต่ตอนไปเที่ยวปีใหม่ อยากเล่าให้ฟังครับ
ตอนปีใหม่ผมไปเที่ยวเขาค้อมาครับ เขาว่ากันว่าใครได้ไปพักเขาค้อ 1 คืนอายุจะยืนขึ้น 10 ปีครับ เพราะที่นั่นอากาศดีมากระดับโลก! ผมไปพักอยู่ 4 วัน 3 คืน ถ้าเป็นจริงดังคำพูด ผมจะอายุยืนไปอีกตั้ง 30 ปี แต่เห็นทีจะเป็นจริงได้ยากครับ เพราะช่วงปีใหม่ รถนักท่องเที่ยวเยอะมาก เรียกได้ว่ารถติดบนเขาค้อเลยทีเดียว หนำซ้ำคนมาเที่ยวส่วนใหญ่ชอบเอารถไปจอดข้างเต็นท์แล้วก่อไฟต้มปิ้งย่างกันเต็มที่
ที่เด็ดสุดคือขนเครื่องปั่นไฟและตู้เย็นมาเป็นอุปกรณ์หนึ่งในการ "แคมปิ้ง" ด้วย!! จากแหล่งโอโซนร่องลมจากหิมาลัยติดอันดับโลกเรื่องอากาศดี ก็เลยกลายเป็นแหล่งปล่อยมลพิษทางอากาศไปซะงั้นครับ ธรรมชาติดีๆ หลายอย่างเลวร้ายลง ไม่ใช่เพราะใครที่ไหน ฝีมือ “มนุษย์” เรานี่เองแหละ
แต่โชคยังดีครับ ทีพอมีไลเคนตัวอากาศดีให้เห็นอยู่ประปราย ที่น่าสนใจมากเลยคือมีไลเคนที่เกาะอยู่บนปราสาทหิน แล้วก็ขึ้นตัวถังเฮลิคอปเตอร์ซึ่งจอดโชว์อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ผู้เสียสละ เขาค้อ นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์นี้ ไม่ว่าพื้นผิวที่มันยึดเกาะจะเป็นหินหรือสีเคลือบเหล็ก มันก็ยังอยู่รอดได้ น่าสนใจไหมครับ


กลับมาที่ไลเคนในกรุงเทพฯ บ้างนะครับ อย่างที่ได้เกริ่นไปเมื่อฉบับที่แล้วเนอะ ว่าจะเล่าเรื่องไลเคนที่พบได้ทั่วไปในกรุงเทพฯ (ตามสวนสาธารณะหรือที่ๆ พอมีต้นไม้ แต่มลพิษน้อยหน่อย) งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะ
เริ่มแรก มารู้จักกับจำพวกของไลเคนก่อนนะครับ มันมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 พวกหลักๆ ตามลักษณะผืนหรือขอบเขตของไลเคน (thallus) คือ
1.พวกดวงด่าง/ผง
พวกนี้ตัวไลเคนจะแนบติดไปกับพื้นผิวที่มันเกาะ เหมือนเป็นเนื้อเดียวกันเลยครับ แต่เรารู้ว่าเป็นไลเคนเพราะมันจะมีสีที่ต่างไปจากพื้นผิวที่มันเกาะ
2.พวกใบ
พวกนี้ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบไม้ ตัวไลเคนยึดเกาะวัตถุด้วยผิวด้านล่าง สามารถลอกออกมาได้แม้จะเกาะติดแน่นมาก (แต่ขอร้องว่าอย่าไปลอกเลย ลอกมาก็ตายหมด)
3.พวกพุ่ม
ตัวไลเคนมีลักษณะเป็นพุ่ม แตกใบเป็นเส้นเล็กๆ ดูฟู่ๆ เต็มไปหมด แต่ถ้าดูดีๆ แล้วจะเห็นว่ามีเพียงโคนต้นเล็กๆ เท่านั้นเป็นตัวยึดเกาะกับผิววัตถุ
แต่ไลเคนที่เราเจอได้ทั่วไปในกรุงเทพฯ จะมีแค่ 2 พวกแรกครับ
ผมจะค่อยๆ แนะนำกันไปนะครับ เริ่มจากพวกใบแล้วกันครับ กลุ่มนี้มีทั้งหมด 4 ชนิดครับ

ตัวนี้ถ้าบอกชื่อไปจะฟังเหมือนออกจากโรงโขนหน่อยนะครับ แต่ที่จริงชื่อนี่ช่วยทำให้จดจำลักษณะของมันได้อย่างดีเลยล่ะ คือเจ้านี่มันตัวสีเขียวมีใบกางแผ่อยู่รอบตัว ดูคล้ายมือจำนวนมาก แถมตามผิวขอบใบมีลักษณะคล้ายฝ้าสีขาวหรือเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ ชื่อของเขาคือ “หัตถ์ทศกัณฑ์กุมน้ำแข็ง” เป็นไลเคนที่ทนต่อมลพิษได้ดี จัดเป็นไลเคนในกลุ่ม “ทนทานสูง”

ตัวนี้ดูเผินๆ คล้ายกับตัวเมื่อกี้ แต่ถ้าดูในรายละเอียดจะเห็นได้ว่า ไม่เหมือนกันเลยซะหน่อย ที่สำคัญมันไม่ทนต่อมลพิษเท่าหัตถ์ทศกัณฑ์ฯ ด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นมากที่นักสืบสายลมจะต้องแยกให้ออกให้ได้ว่าตัวไหนคือตัวไหนไม่งั้นข้อมูลคุณภาพอากาศคงผิดพลาดแน่เลย เราดูแล้วลองทายซิว่า เห็นอะไรต่างกันบ้าง… (อย่าเพิ่งรีบดูเฉลยล่ะ ลองคิดดูก่อนนะ)
ติ้ก….. ต่อก
ติ้ก….. ต่อก
ติ้ก….. ต่อก
ติ้ก….. ต่อก
ติ้ก….. ต่อก
กริ้งงงงง งงง ง…… !!
เฉลยล่ะครับ
สิ่งที่ต่างกันชัดๆ มี 2 จุดครับ
ใบ หัตถ์ทศกัณฑ์ฯ : จะกางแผ่แบนราบ อาจเกยซ้อนทับกันบ้าง
ริ้วแพร : เบียดนูนขึ้นเป็นลอน คล้ายๆ ผ้าแพรยับย่น นี่คือเหตุผลที่ตัวนี้ชื่อริ้วแพรครับ
หน่อ (ผงแป้ง) หัตถ์ทศกัณฑ์ฯ : แตกหน่อขึ้นกระจายตามขอบแขนงใบ
ริ้วแพร : แตกหน่อเป็นกระจุกผงแป้งกลมๆ ดูคล้ายขนมถ้วยฟู

ดูรูปนี้แล้วอยากให้ลองจินตนาการถึงกระโปรงบานของหญิงสาวครับ เพราะว่าตัวใบมันเผยอออกมาจากพื้นผิวที่มันเกาะ แถมขอบใบหยักละเอียดเหมือนจีบลอนชายกระโปรงเลยครับ นักไลเคนเมืองไทยจึงให้ชื่อภาษาไทยตัวนี้ว่า “สาวน้อยกระโปรงบานบางกอก” ถ้าเราสังเกตดีๆ นะครับ อาจเห็นเส้นขนขาวๆ งอกอยู่ใต้ใบด้วยครับ หลายคนบอกว่า มันคือขาอ่อนของสาวน้อย แต่ความจริงแล้วมันเป็น “รากเทียม” ของไลเคนตัวนี้ครับ เป็นลักษณะพิเศษของสาวน้อยฯ เลยครับ ผู้เชี่ยวชาญบอกเราว่าที่เรียกว่า “รากเทียม” เพราะว่ามันมีหน้าที่ยึดเกาะตัวมันให้ติดกับเปลือกไม้ที่มันเกาะอยู่ ไม่ได้ดูดน้ำเหมือน
“ราก” จริงๆ ครับ

พวกต่อมาก็เป็นไลเคนพวกใบแต่เป็นแบบ “ใบใหญ่” ดูคล้ายผักกาด เราจึงเรียกไลเคนพวกนี้ว่า “ผักกาด” มี 2 แบบคือ “ผักกาดหน่อฟอง” และ “ผักกาดหน่อแท่ง” ลองสังเกตดูนะครับ ผักกาดหน่อฟอง ใบจะดูหยักหยิกเหมือนผักกาดหอมและมีหน่อเป็นฟองผงแป้งริมขอบใบ ส่วนพวกหน่อแท่ง หน่อจะเป็นแท่งกุดๆ เล็กๆ จำนวนมาก อยู่ตามตัวใบ
ไลเคนกลุ่มนี้สามารถพบได้ทั่วไปในเขตเมืองที่มีอากาศดี แต่น่าเสียดายว่าจนถึงตอนนี้พวกเรา
นักสืบสายลมยังไม่เคยพบกลุ่มผักกาดในกรุงเทพฯเลย TT นั่นอาจสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาคุณภาพอากาศในเมืองที่เรื้อรังมานาน จนอาจทำให้พันธุกรรมของเจ้า “ผักกาด” หายไปจากกรุงเทพเสียแล้ว แต่ก็ไม่แน่หรอกนะ หากเมืองหลวงของเราลดปล่อยมลพิษได้เพียงพอ เจ้าผักกาดที่อยู่รอบๆ กรุงฯ อาจจะแพร่พันธุ์กลับเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ บ้าง นี่คือความหวังของพวกเราเหล่านักสืบสายลมครับ !
ยังมีไลเคนหน้าตาแปลกๆ ดูเพลินๆ ที่พบได้ในกรุงเทพอีกมากมายครับ เดี๋ยวฉบับหน้า ผมจะแนะนำไลเคนประเภทดวงด่าง/ผง ต่อแล้วกันนะครับ ช่วงนี้ว่างๆ เดินผ่านต้นไม้ที่ไหนลองเข้าไปส่องดูใกล้ๆ นะครับแล้วคุณจะรู้ว่ายังมี “โลกใบน้อยน่ารัก” อยู่อีกโลกหนึ่ง และมันอยู่รอบๆ ตัวเรานี่เอง
ซันชิโร่
