"นักสืบสายลม" เครื่องมือวัดคุณภาพอากาศแบบล่าสุด
เรื่อง พันธกานต์ ตงฉิน
หากมีใครสักคนมาเคาะประตู เพื่อบอกว่าถนนหน้าบ้านมีมลพิษสูงติดอันดับของกรุงเทพฯ เราจะเลือกทำสิ่งใด ระหว่างปิดหน้าต่างเปิดแอร์ ย้ายบ้านหนี ก่นด่าคนใช้รถใช้ถนน หรือทำใจให้โรแมนติคกับหมอกจางๆ และควัน (พิษ)
ใช่ว่าหนีปัญหา ใช่ว่าชาชิน ได้กลิ่นได้เห็นกันอยู่ แต่เรื่องที่คล้ายจะใกล้ตัว บางครั้งก็ฟังดูห่างจากความเข้าใจ มลพิษสูง สูงแค่ไหน? เป็นอันตรายต่อชีวิต เป็นมากเพียงใด?
ในสวนธนบุรีรมย์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ฝนกับแดดสลับกันทำหน้าที่ ในขณะที่เด็กกลุ่มหนึ่งก็ก้ม เงย ลูบ คลำต้นไม้หลายต่อหลายต้น แว่นขยายในมือบ่งบอกว่าพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงนักเรียนธรรมดา หากแต่กำลังทำหน้าที่ "นักสืบ"
"นักสืบสายลม" เป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการนักสืบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มต้นโดย ดร.สรณรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว หรือ "พี่อ้อย" ของแก๊งนักสืบ เป็นการเรียนรู้ร่วมกันกับเด็กประถมปลายถึงมัธยมต้นในเรื่องการตรวจสอบสภาวะ อากาศ โดยสังเกต "ไลเคน" (Lichen)
"เจออะไรแปลกๆ บ้างไหม" เสียงหนึ่งดังขึ้นขณะพวกเขาจดๆ จ้องๆ ผิวไม้ผ่านแว่นขยาย ท่าทางคล้ายกำลังค้นหาตัวเลขไว้สำหรับกระดาษเสี่ยงโชค แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ถูกพินิจด้วยดวงตาเป็นประกายนั้นคือสิ่งมีชีวิตขนาด จิ๋วที่เกาะอยู่ตามต้นไม้
ไลเคนเป็นการอยู่ร่วมกันของสาหร่ายกับรา โดยราจะคอยโอบหุ้ม ปกป้อง "สร้างบ้าน" ให้สาหร่ายอยู่ ในขณะที่ผู้อาศัยคอยสังเคราะห์แสง ปรุงอาหาร พูดง่ายๆ คือ "จ่ายค่าบ้าน" เป็นการตอบแทน ซึ่งการอยู่อย่างเอื้อประโยชน์ร่วมกันนี้ ทำให้มันสามารถขึ้นกระจายไปได้ทั่วโลก ไม่หวั่นแม้เป็นทุ่งน้ำแข็งหรือทะเลทราย
อย่างไรก็ตาม ดินแดนที่ไลเคนกลับทนไม่ค่อยได้ คือสถานที่ที่อัดแน่นด้วยมลพิษ นั่นเป็นเพราะเส้นใยราที่ห่อหุ้มไลเคนนั้นสามารถซึมซับความชื้นและแร่ธาตุ อาหารได้โดยตรง แตกต่างจากใบพืชทั่วไปที่มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งเคลือบอยู่ ดังนั้นมลพิษจึงเข้าไปสะสมในไลเคนได้ง่ายกว่า ที่สุดแล้วก็จะทำลายคลอโรฟิลล์ของสาหร่ายจนออกอาการป่วย หนักเข้าก็อาจถึงตาย
ด้วยความที่ไลเคนอ่อนไหวต่อมลพิษมากกว่ามนุษย์ การดำรงอยู่หรือการล้มหายตายจากของมันจึงคล้ายสัญญาณเตือนภัยว่าอากาศรอบตัว เราอยู่ในอาการ "โคม่า" ถึงคราต้องเข้าห้องไอซียูแล้วหรือยัง
จากการสำรวจไลเคนของทีมนักสืบมูลนิธิโลกสีเขียวตั้งแต่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ไปจนถึงบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ หายใจสะดวกปอดอย่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เรียกว่าสำรวจกันตั้งแต่ป่าเขาเรื่อยลงมาถึงในเมืองที่แออัดด้วยมลพิษ ทำให้สามารถจำแนกไลเคนได้เป็น 4 กลุ่ม ตามความสามารถในการทนต่อมลภาวะทางอากาศที่แตกต่างกัน คือ กลุ่มทนทานสูง กลุ่มทนทาน กลุ่มอากาศดี และกลุ่มอากาศบริสุทธิ์
"ดูคร่าวๆ ความสามารถในการทนต่อมลพิษจะสัมพันธ์กับลักษณะทางกายภาพของไลเคน คือไลเคนชนิดไหนมีพื้นที่ผิวมาก ก็จะไม่ทนกับมลพิษ อย่างพวกที่เป็นด่างดวงหรือฝุ่นผงที่เกาะแน่นกับต้นไม้ พวกนี้หลายตัวจะทนมลพิษได้สูง ส่วนพวกที่มีลักษณะเป็นใบจะมีอยู่ทั้งในกลุ่มที่ทนทานและกลุ่มอากาศดี สำหรับพวกที่อ่อนไหวมากและชอบอากาศบริสุทธิ์ จะมีลักษณะเป็นพุ่มหรือเป็นเส้นสาย เนื่องจากมีพื้นที่ผิวในการสัมผัสกับอากาศพิษมากนั่นเอง" ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ พี่เลี้ยงของแก๊งนักสืบกล่าว ซึ่งผลในวันนั้น พบเพียงไลเคนกลุ่มทนทานสูงและกลุ่มทนทาน ทำให้ได้ข้อสรุปว่า อากาศในละแวกนั้นมีดีกรีแค่พอใช้ แม้จุดที่สำรวจจะเป็นสวนสาธารณะที่ปกคลุมด้วยร่มไม้ครึ้มเขียวก็ตาม
" จุดเด่นของการสำรวจทางชีวภาพด้วยการดูไลเคน คือมันแสดงถึงสถานการณ์โดยภาพรวมของอากาศในบริเวณนั้น ภาวะสะสมมลพิษที่เกิดขึ้น ขณะที่การใช้รถตรวจมลพิษ ทำให้รู้ว่ามีมลพิษชนิดอะไร มีปริมาณมากน้อยแค่ไหนเป็นค่ามาตรฐานทางเคมี แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า เราตั้งใจจะสำรวจสารพิษตัวไหนบ้าง แล้วก็วัดค่าได้ในช่วงเวลาที่ทำการตรวจอยู่เท่านั้น" ดร.สรณรัชฏ์กล่าว
ที่สำคัญวิธีการทางชีวภาพนั้น ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ จะสำรวจให้ละเอียดยิบขนาดไหนก็ได้ ขอเพียงมีความรู้ทางชีวภาพ และทักษะในการจำแนกพันธุ์ไลเคนบ้างเท่านั้น
เจตนาของ ดร.สรณรัชฏ์ ไม่ได้ต้องการชี้ว่าวิธีการทางชีวภาพกับวิธีการทางเคมีด้วยการใช้รถตรวจ มลพิษ อย่างไหนแน่กว่ากัน แต่เห็นว่าควรทำควบคู่กันไป พร้อมกับให้ข้อมูลว่าในต่างประเทศ มีหลายประเทศที่มีการออกเป็นกฎหมายแล้วว่าต้องสำรวจทางชีวภาพควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงถึงความสัมพันธ์กันระหว่างไลเคนกับ โรคมะเร็งปอด
นี่ย่อมเป็นการยืนยันถึงคุณลักษณะของไลเคนในการเป็นตัวชี้วัดคุณภาพอากาศได้อย่างดี
แม้การมาสำรวจไลเคนที่สวนธนบุรีรมย์ จะทำให้ได้ข้อค้นพบว่า อากาศในละแวกนั้นที่ผู้คนสูดดมกันอยู่ทุกวี่วัน อยู่ในระดับแค่พอใช้ได้ แต่วัตถุประสงค์ที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ คือการสำรวจในวันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเรียนรู้ที่จะถูกจัดขึ้นทั้ง สิ้น 10 ครั้งในสวนสาธารณะต่างๆ เพื่ออบรมเด็กในกรุงเทพฯจำนวนทั้งสิ้น 250 คน โดยเมื่อเด็กๆ ผ่านด่านนี้ไปได้ ก็จะได้รับมอบหมายภารกิจให้ออกสำรวจไลเคนตามท้องถิ่นใกล้บ้าน ก่อนจะรายงานกลับเข้ามาเพื่อจัดทำเป็นแผนที่แสดงความหลากหลายของไลเคน ซึ่งเป็นตัวแทนของสภาพอากาศเมือง
"ทุกวันนี้คนเมืองห่างไกลธรรมชาติ มากขึ้น เราจึงต้องการให้คนเมืองเกิดการเรียนรู้ธรรมชาติของสังคมเมือง และหวังว่าไลเคนจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ตรงนี้ขึ้นมา ที่สำคัญหากเราพบว่าไลเคนมันอยู่ไม่ได้แล้ว ก็คงต้องทบทวนแล้วล่ะว่าเราจะอยู่กันยังไง เราจะแก้ไขมลพิษทางอากาศและพัฒนาเมืองยังไง" ดร.สรณรัชฏ์กล่าว
หมายเหตุ ครูและนักเรียนโรงเรียนใดสนใจเข้าร่วมอบรมเพื่อร่วมทีมนักสืบสายลม ติดต่อได้ที่มูลนิธิโลกสีเขียว โทรศัพท์ 0-2622-2250-2
ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11516 อ่าน
