ล่มประชาพิจารณ์แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมข้างเกาะสมุย

ล่มประชาพิจารณ์แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมข้างเกาะสมุย
การไม่สามารถหยุดยั้งน้ำมั่นที่รั่วไหลออกมาจากหลุมขุดเจาะน้ำมันของบีพีในอ่าวเม็กซิโกกลายอุบัติภัยที่สร้างความหายนะให้กับสิ่งแวดล้อมครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาทันที และอาจกลายเป็นอุบัติภัยทางปิโตรเลียมที่สร้างผลกระทบรุนแรงที่สุดในโลก เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งการรั่วไหลได้
ระยะห่างของแท่นขุดเจาะจากชายฝั่งราว 84 กิโลเมตร ไม่เพียงทำให้ระบบนิเวศสูญเสียศักยภาพในระยะยาว แต่ยังกระทบธุรกิจการประมงที่เลี้ยงคนทั้งสหรัฐฯ เพราะต้องปิดพื้นที่อ่าวและห้ามทำการประมงไปแล้วถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่อ่าวเม็กซิโกทั้งหมดเพื่อควาปลอดภัยทางอาหาร ตามมาด้วยหายนะทางธุรกิจการท่องเที่ยวของชายหาดแอละแบมาและฟลอริดาซึ่งเป็นเขตอบอุ่นที่ชาวมะกันนิยมหนีหนาวไปพักผ่อน
นี่เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ชาวเกาะสมุยทั้งประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวต่างออกมาคัดค้านโครงการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมที่อยู่ห่างจากเกาะสมุยไปเพียง 42 กิโลเมตรเท่านั้น
ผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้ความเห็นว่าหากมีการตั้งแท่นขุดเจาะขึ้นมาใน ระยะ 42 กิโลเมตรนักท่องเที่ยวบนเกาะก็จะมองเห็นได้ ซึ่งนี่จะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปจากเกาะสมุยซึ่งทำรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวได้ปีละ 14,000 -15,000 ล้านบาท แต่เหตุผลหลักก็คือคนที่นี่กลัวจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอ่าวเม็กซิโกที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหลขึ้นแล้วไม่มีใครจัดการปัญหาได้ แม้จะมีเงินเยียวยาก็ไม่สามารถกู้คุณภาพระบบนิเวศและชายหาดท่องเที่ยวกลับคืนมาได้โดยง่าย
เช้าวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 เมื่อมีการเปิดเวทีประชาพิจารณ์โครงการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมแปลง G5/50 ของบริษัท นิวคอสตอล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งบริษัทจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ โดยเป็นขั้นตอนที่จะผ่านไปสู่การอนุมัติโครงการให้ตั้งแท่นขุดเจาะได้ จึงมีทั้งการประท้วงยื่นหนังสือผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ทบทวนโครงการ รวมทั้งแสดงความเห็นในเวทีรับฟังความคิดเห็นด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียด เพียงไม่กี่คนที่ลุกขึ้นอภิปรายให้เหตุผลว่าเกาะสมุยเป็นเมืองท่องเที่ยว ไม่ต้องการบ่อน้ำมัน ถ้ารัฐบาลจะเอาบ่อน้ำมันก็จะไม่มีเกาะสมุยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยที่ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียดใดๆ จากฝ่ายเจ้าของโครงการ ประชาชนที่มาร่วมเวทีแน่นห้องประชุมก็พากันลุกออกไป จนเวทีครั้งนี้ต้องล่ม
ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับโครงการแบบนี้บริเวณเกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่า เมื่อปี 2551 ก็มีการคัดค้านโครงการเวทีรับฟังความคิดเห็นแปลงสำรวจหมายเลข G6/48 และปี 2552 ก็มีการคัดค้านในเวทีรับฟังความคิดเห็นของแปลงหมายเลข G4/50 แม้เวทีจะไม่ล่ม แต่คนที่นี่ก็ไม่เห็นด้วย พร้อมเสนอรัฐให้พิจารณาพื้นที่บัฟเฟอร์โซนไม่ให้มีการขุดเจาะปิโตรเลียมในรัศมีที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวบริเวณนี้

ที่มา : สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย
โครงการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่ใกล้เคียงมีทั้งหมด 5 แปลงสัมปทาน ใกล้ที่สุดก็คือแปลง G5/50 ในระยะเพียง 42 กิโลเมตร ไกลที่สุดคือแปลง G6/48 ราว 100 กิโลเมตรเศษ (ดูแผนภาพ) พื้นที่เหล่านี้ต่างมีผู้ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมไปแล้ว ภายใต้แผนพัฒนาปิโตรเลียมเพื่อจัดหาแหล่งพลังงานสำรองให้ได้ 30 ปี เพื่อลดการนำเข้าและส่งเสริมการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ
แต่ถ้ามองภาพใหญ่ ภาคใต้เป็นภาคภาคที่มีธุรกิจทำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับต้นๆ แต่ธุรกิจนี้กำลังถูกคุกคามจาก การขุดเจาะน้ำมันในทะเลและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในนามโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern seaboard)
งานนี้คงต้องวัดใจกันว่าจะเอาเม็ดเงินมากๆ แต่ได้ระยะสั้น หรือจะเอาเม็ดเงินไม่ต้องมาก แต่ยั่งยืนและคนไทย...อยู่ได้
