มรดกสืบ 19 ปีก่อน ส่งผลถึงโลกร้อนวันนี้

มรดกสืบ 19 ปีก่อน ส่งผลถึงโลกร้อนวันนี้
ปีหน้า จะเป็นปีที่ 20 ที่สืบ นาคะเสถียรจากไป การจากไปของสืบ นาคะเสถียรนับเป็นการกระตุ้นเตือนถึงปัญหาการอนุรักษ์ จนท้ายที่สุดเป็นการปูทางไปสู่การรับรองของยูเนสโก้ให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจึงพาคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อประชาสัมพันธ์งาน 20 ปีไปดูพื้นที่เพื่อให้สัมผัสของจริง
ของจริงที่กรรมการได้สัมผัสที่ว่า มีทั้งที่น่าชื่นชมและน่าตรมใจ
ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ไม่ต่างกับพื้นที่อนุรักษ์อื่น ๆ ทั่วประเทศที่มีคนอยู่อาศัยอยู่ภายใน ซึ่งที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีอาชีพทำไร่ข้าวหมุนเวียน และเก็บหาของป่า เมื่อสภาพสังคมพัฒนาขึ้น ความต้องการทางเศรษฐกิจก็มากขึ้น ซึ่งผืนป่าตะวันตก 11.7 ล้านไร่ที่ประกอบด้วยพื้นที่อนุรักษ์ 17 แห่ง ก็ไม่ต่างกัน
แนวคิดหนึ่งที่สำคัญของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียรก็คือ การอยู่อาศัยในพื้นที่ทรัพยากรของคนทั้งประเทศ จึงต้องมีกติกาที่ไม่บุกรุกขยายพื้นที่เพิ่มเติมเป็นอันดับแรก วิธีการก็คือ ชาวบ้านได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชดำเนินโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมหรือโครงการจอมป่าตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2551 จนสามารถสำรวจแนวพื้นที่การใช้ประโยชน์ 129 ชุมชนในป่าตะวันตก และยอมรับกติกาการไม่ขยายพื้นที่เพิ่มเติมจนสำเร็จไปราวร้อยละ 80 โดยที่ชาวบ้านเองก็มีความพอใจ เพราะไม่ต้องวิ่งหนีเจ้าหน้าที่เวลาเข้าไปตรวจพื้นที่ แม้ว่าการรังวัดพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจะไม่ได้หมายความถึงการเพิกถอนหรือกันออกจากความเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พวกเขามีความยินดีมากกว่าที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของพื้นที่นั้น ๆ ด้วยความเข้าใจว่าคนที่กำลังอาศัยและใช้ทรัพยากรบนต้นน้ำของคนทั้งประเทศควรจะมีกรอบกติกาอย่างไร
ความเข้าใจที่มาถูกทิศทางแล้ว ในปีที่ 19 ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกำลังต่อยอดโครงการจอมป่าโดยการส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรมาเป็นเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน โดยมีพืชอาหารและสมุนไพรเป็นหลัก พร้อมทั้งประสานมูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เข้ามาให้แนวทางที่จะรับซื้อสมุนไพรไปผลิตยา เป็นการเปิดตลาดการค้าใหม่ให้กับชาวบ้านที่นี่ได้มีรายได้เสริมที่ดีขึ้น มากกว่าการทำไร่ข้าว เพราะเมื่อมีรายได้เหมาะสมเพียงพอ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีกต่อไป ในขณะที่มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เองก็มีเงื่อนไขแนวทางที่ชัดเจนในการรับซื้อสมุนไพรว่า จะต้องเป็นการปลูกที่ไม่ทำร้ายสมดุลของธรรมชาติ เช่น ไม่ถางป่า ไม่ใช้สารเคมี เพราะยาที่ได้มาจะต้องเป็นยาที่มีธรรมาภิบาล
นอกจากภาพที่น่าชื่นชมแล้ว เมื่อมาถึงบ้านแก่นมะกรูดซึ่งอยู่ประชิดแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ด้านอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี พวกเราเห็นแต่เขาหัวโล้นประดับประดาไปด้วยข้าวโพด แต่อีกหลายพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการแผ้วถางและเผาก็มี เจ้าหน้าที่ภาคสนามของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียรบอกว่า เป็นเพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้วเริ่มมีการเข้ามาของกลุ่มทุนสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้านถางป่าปลูก โดยจะรับซื้อทั้งหมด พร้อม ๆ กับการเข้ามาของถนน ทำให้ชาวบ้านแก่นมะกรูดตกเริ่มทำเกษตรเพื่อการค้า มีการกู้หนี้ยืมสินทั้งจาก ธกส. และนายทุน สุดท้ายก็ตามมาด้วยหนี้สินจากการพัฒนาอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ รถแทรกเตอร์ ทำให้พื้นที่ป่าถูกเปิดเพิ่มเติมออกไปเป็นจำนวนมาก เพราะต้องการเพิ่มผลผลิตไล่ให้ทันกับหนี้สินและดอกเบี้ย
ผ่านมาจนทุกวันนี้ชาวบ้านที่นี่ยังไม่สามารรถหลุดพ้นจากหนี้สิน พื้นที่ป่ายังคงถูกเปิด จนมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเห็นว่าอาจจะเป็นอันตรายต่อผืนป่าห้วยขาแข้ง โดยเฉพาะด้วยไฟป่า
เจ้าหน้าที่ภาคสนามเปรยว่า ปีหน้าจะเริ่มต้นงานจอมป่าขึ้นที่นี่ แต่คงเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการอยู่ เพราะแม้ว่าเป็นชุมชนกะเหรี่ยง แต่ก็เป็นชุมชนใหญ่ ใช้พื้นที่นับหมื่นไร่ อยู่ภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยมที่กลืนกินวิถีวัฒนธรรมประเพณีแห่งความพอเพียงไปเกือบหมด แต่มองอีกแง่หนึ่ง นี่ก็เป็นความท้าทาย
ชาวบ้านยากจนเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของการบุกรุกทำลายป่า แต่เหตุการณ์หลายครั้งก็พิสูจน์แล้วว่า การคุกคามป่าตะวันตกและป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศที่สำคัญมากมาจากนโยบายที่ให้ความสำคัญเพียงผิวเผิน ที่เน้นย้ำการอนุรกัษ์ แต่เมื่อใดที่คิดถึงการพัฒนา ไม่ว่าจะสร้างแหล่งน้ำ ทำท่องเที่ยว หรือว่าเดี๋ยวตัดถนน ก็จะคิดถึงแต่การใช้พื้นที่ป่าก่อนทั้งนั้น แต่พอหันมาพูดถึงปัญหาโลกร้อน น้ำแล้ง ก็กลับมาตื่นตัวเรื่องปลูกป่า นักการเมืองที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองและข้าราชการเหล่านั้นคงลืมกันไป (หรือตั้งใจลืม) ว่า ไม่ว่าเพื่อให้มีน้ำอย่างยั่งยืนหรือดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ให้โลกเย็น การรักษาป่าธรรมชาติที่มีอยู่แล้วเป็นหนทางที่ได้ผลดีที่สุด
