ข่าวสิ่งแวดล้อมกับสังคมพลวัต

จิตติมา บ้านสร้าง

ข่าวสิ่งแวดล้อมกับสังคมพลวัต

จิตติมา บ้านสร้าง

เมื่อวันก่อนผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปร่วมงานมอบรางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งที่ 14 และร่วมเสวนาในหัวข้อ “ข่าวสิ่งแวดล้อมถูกเมิน เพราะสื่อสารไม่น่าสนใจหรือเป็นเรื่องไกลตัว”ในจังหวะที่ได้เตรียมประเด็นกับผู้ร่วมเสวนาและผู้ดำเนินรายการ  ทำให้นึกขึ้นมาได้เหมือนกันว่า  ท่ามกลางสนามข่าวและสถานการณ์สิ่งแวดล้อม  คงมีไม่บ่อยครั้งนักที่ได้มาตั้งสติมองงานข่าวที่ทำมาเกือบ 20 ปีว่ามีพลวัต (Dynamic) อย่างไร

นึกย้อนไปถึงข่าวที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นข่าวสิ่งแวดล้อมชิ้นแรกคือ เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ภายหลังพบว่าเป็นกลุ่มข้าราชการและนักการเมืองใช้เฮลิคอปเตอร์ของราชการเข้าไปลักลอบล่าสัตว์  จนลุกลามกลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516

ถัดมากว่า 10 ปี ในปี 2529 หลังการก่อสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฎร์ธานี สืบ นาคะเสถียร ทำโครงการช่วยชีวิตสัตว์ป่าจากน้ำท่วม  เป็นโศกนาฏกรรมทางสิ่งแวดล้อมที่สร้างความสะเทือนใจครั้งสำคัญครั้งหนึ่งและกลายเป็นอุทาหรณ์ของโครงการเขื่อนที่จะผุดในป่ารุ่นหลัง ๆ  ในปีเดียวกันนั้นยังเกิดเหตุการณ์ประท้วงและบานปลายไปจนถึงขั้นเผาโรงงานแทนทาลั่มที่ภูเก็ตเนื่องจากชาวบ้านหวั่นเกรงมลพิษ

ปี 2531 มีการคัดค้านเขื่อนน้ำโจนที่จะสร้างในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จนรัฐบาลต้องยกเลิกโครงการไปในที่สุด ตามมาด้วยเหตุการณ์ซุงถล่มด้วยแรงน้ำป่าที่ ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช ภัยธรรมชาติครั้งนั้นเป็นการเปิดโปงการลักลอบตัดไม้ครั้งใหญ่ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลประกาศปิดการให้สัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศในปี 2532 ร่วมกับสาเหตุหลักที่มีการลักลอบตัดไม้เกินพื้นที่เป็นจำนวนมากและไม่มีการปลูกฟื้นฟูตามเงื่อนไขของกฎหมายที่เป็นข่าวมาตลอดก่อนหน้านั้น 

การเกิดขึ้นของร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน ในปี 2532 และความเห็นที่ไม่ลงรอยกันของหลายฝ่าย ในช่วงนั้นเริ่มมีการคัดค้านโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นและเขื่อนแม่วงก์ที่ยังดำเนินต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน  ปี 2533 โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งกระทำอัตวินิบาตกรรม อันมีมูลเหตุมาจากการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ไร้ประสิทธิภาพ ต่อมาในปี 2534 มีประเด็นการคัดค้านเขื่อนปากมูล เนื่องจากการสร้างเขื่อนจะทำลายระบบนิเวศแม่น้ำมูลอย่างรุนแรง  ต่อด้วยการคัดค้านเขื่อนราษีไศลในปีถัดมา

ช่วงทศวรรษนั้นอาจนับได้ว่าเป็นยุคที่ข่าวสิ่งแวดล้อมเฟื่องฟู  ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่เศรษฐกิจดีมีความเติบโตและการเมืองนิ่ง จนเมื่อปี 2540 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามไปทั่วโลกอันเป็นที่รู้จักในนาม “วิกฤตต้มยำกุ้ง”พื้นที่ข่าวส่วนใหญ่จึงเทไปให้ข่าวปากท้อง สภาพสังคมที่ย่ำแย่ และแน่นอนข่าวการเมืองแย่งชิงพื้นที่สื่อทุกแขนงได้มากที่สุด  เพราะการแก้ปัญหาปากท้องถูกรวมศูนย์ไปไว้ที่นั่น ขณะที่สื่อต่างๆ ก็พลอยได้รับผลกระทบถ้วนหน้า จนต้องลดกำลังการผลิตและกำลังคน ซึ่งแน่นอนว่าข่าวสิ่งแวดล้อมเป็นพื้นที่แรกๆ ที่โดนปลดออกจากหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าปัดวิทยุ และหน้าจอโทรทัศน์ก่อนเป็นอันดับแรก  ขณะที่เหล่าผู้จัดการข้อมูลอย่างนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGO ต่างก็หดตัวไปตามๆ กันเพราะได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนลดน้อยลง

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เห็นได้ชัดเจนว่า  ความสนใจข่าวสิ่งแวดล้อมของคนในสังคมขึ้นอยู่กับเรื่องปากท้อง เมื่อปากไม่อด ท้องอิ่ม ก็พร้อมจะสนใจเรื่องไกลตัวมากขึ้น สุนทรีย์มากขึ้น เพื่อส่วนรวมมากขึ้น แต่เมื่อปากท้องมีปัญหา  ส่วนรวมและสุนทรีย์ก็ต้องถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

แต่ในทศวรรษที่ผ่านมาปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ลดน้อยถอยลงเหมือนพื้นที่ข่าว อาจจะกลับตรงข้ามเสียด้วยซ้ำ  เพราะความบีบรัดของเศรษฐกิจ สังคม การแสวงผลประโยชน์ทางการเมือง ทำให้พื้นที่ที่ไม่มีเจ้าภาพหรือไม่มีใครเถียงแทนอย่างสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทุกแขนง ถูกเบียดเบียน ละเมิด รุกรานอย่างรุนแรง โดยแทบไร้สายตาสื่อมวลชนจับจ้อง

วิกฤตเช่นนั้นส่งผลกระทบถึงชาวบ้านผู้อยู่ใกล้ชิดทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยตรง  จนต้องลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรสิ่งแวดล้อมด้วยตัวเอง  เพราะนั่นหมายถึงปากท้องและคุณภาพชีวิตของพวกเขา  ในยุคนี้ชุมชน ชาวบ้านที่แต่เดิมเคยเป็นเพียงตัวประกอบกลับโดดเด่นขึ้นมาเป็นผู้แสดงนำ  จนที่สุดมีการรับรองสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชนไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ รวมถึงตรากฎหมายคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้เข้มข้นขึ้น

ภายใต้การเปลี่ยนไปของบริบททางสังคมที่ชักนำให้คนในสังคมส่วนใหญ่ติดกับบริโภคนิยมจากระบบทุนนิยม เหลือความสนใจเพียงเรื่องใกล้ตัว การเอาตัวรอด ความระแวดระวังภัย ปากท้องและความอยาก ความขัดแย้งทางการเมือง แถมยังถูกการปฏิวัติการสื่อสารสังคมไร้พรมแดนเข้าครอบงำอีกชั้น หลากหลายเรื่องราวหลั่งไหลเข้ามาแย่งความสนใจกันจนกลายเป็นสังคมถดถอยทางการอ่าน บริโภคข้อมูลข่าวสารสั้นๆ เร็วๆ (บางทีก็ถึงขั้นลวกๆ)

ข่าวสิ่งแวดล้อมก็มีการปรับตัว ข่าวสิ่งแวดล้อมยุคนี้จึงต้องอาศัยความสามารถหลายอย่าง  ทั้งพรางตัว ทั้งอาศัยสถานการณ์ เพื่อให้อยู่รอดให้ในพื้นที่สื่อ ที่สำคัญก็คือ เพื่อสื่อ-สารอันสำคัญออกไปสู่การรับรู้ของสังคม

ผู้เขียนเห็นว่าเนื้อหาข่าวสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน  มักมี 2 ลักษณะหลักๆ คือ เกาะเกี่ยวไปกับเรื่องที่อยู่ในความสนใจ เช่น ความเดือดร้อน อุบัติเหตุ น้ำท่วม ภัยพิบัติ อาชญากรรม คอร์รัปชั่น เช่น ข่าวเรือน้ำตาลล่ม ข่าวตลิ่งพังเพราะน้ำเซาะ ข่าวตำรวจลักลอบล่าสัตว์ในแก่งกระจาน เป็นต้น

อีกลักษณะหนึ่ง เป็นข่าวที่นำเสนอในแง่ปัญหาเชิงโครงสร้าง การกระทบสิทธิผู้บริโภค สิทธิประชาชน ความไม่เท่าเทียม เหลื่อมล้ำจากการบริหารจัดการ สะท้อนแง่มุมที่ซับซ้อนด้วยการสืบสวน

แล้วนำเสนอด้วยรูปแบบที่ดึงดูดความสนใจของผู้เสพสื่อ ป้อนให้กินและย่อยแบบง่ายๆ เข้าใจง่าย  มีสีสัน มี Action มี Drama มี Infographic เป็นต้น

ในวงเสวนาที่เป็นกันเองวันนั้น ยังคงมีความกังวลห่วงใยว่าทำอย่างไรข่าวสิ่งแวดล้อมจึงจะเป็นข่าวแถวหน้าที่คนสนใจ หรือถ้าเป็นปลาหมึกก็ตัวอวบอ้วนแขวนอยู่แถวบนในสนนราคาแพง  แต่ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้ความเห็นไว้น่าสนใจและทำให้คนที่ห่วงใยน่าจะทำใจยอมรับได้

“ผมว่าข่าวสิ่งแวดล้อมมันก็จะอยู่ของมันอย่างนี้แหละ เบอร์ 7 เบอร์ 8 เป็นไปไม่ได้ที่มันจะขึ้นมาเป็นความสนใจเบอร์ 1 เพราะคนเรามักสนใจเรื่องใกล้ตัว เรื่องปากท้อง เรื่องการเมือง เรื่องความขัดแย้ง เรื่องอุบัติเหตุ เรื่องดารา  ก็เป็นปกติธรรมดานะ แต่ถ้าสังคมสนใจข่าวสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับหนึ่งสิ  อันนี้มันคงผิดปกติ”

ผู้เขียนเล่าเรื่องนี้เพราะรู้สึกเหมือนกำลังนึกถึงเพื่อนบ้าน  เหมือนคนๆ หนึ่ง ที่ผ่านร้อน ผ่านหนาว ฝ่าอุปสรรคคลื่นลม บางทีก็อาจมีพรมกลีบกุหลาบ และข่าวสิ่งแวดล้อมก็มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องเสมอมา และมันจะคงยังแวดล้อมเราอยู่ตามบริบทของสังคมแต่ละยุคสมัยเช่นที่เคยเป็นมา

ที่มาภาพประกอบ : www.prachatham.com/detail.htm?code=n6_01102009_03

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม