ผู้หญิงในคลิป

ฐิตินันท์  ศรีสถิต

ผู้หญิงในคลิป

ฐิตินันท์ ศรีสถิต

1.

ผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมเครื่องเล่นไอพอด แล้วโยนคำถามว่า เคยสงสัยกันบ้างไหม ว่าข้าวของพวกนี้มาจากไหนและจะเดินทางต่อไปที่ใดเมื่อถูกหย่อนลงถังขยะ

มิต้องรอคำตอบจากผู้ชมให้เสียเวลา เธอยอมรับทันทีว่า เธอเองสงสัยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน จึงออกตามล่าค้นหาความจริงเป็นเวลานานกว่าสิบปี ก่อนจะนำเรื่องราวที่พบเห็นมาบอกต่อเพื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ชีวิตด้านอื่นๆ ของผลิตภัณฑ์ นอกเหนือไปจากช่วงเวลาที่อวดโฉมอยู่ในห้างร้านหรือกำลังแสดงภาพลักษณ์ “สวยงาม-ทันสมัย-รุ่นใหม่ล่าสุด”ผ่านสื่อโฆษณา...ตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดอาการอยากซื้อมาไว้ในครอบครอง

เริ่มตั้งแต่ต้นทาง “การผลาญ”ทรัพยากรธรรมชาติแบบไม่ยั้งมือ กระบวน “การผลิต”ที่ไม่เพียงแทรกสารเคมีอันตรายไว้ในผลิตภัณฑ์ แต่ยังปล่อยมลพิษให้เป็นของฝากแก่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ “การจำหน่าย”ในราคาถูกเกินจริงเพื่อเร่งระบายสินค้า กระแส “การบริโภค”ที่ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ซื้อเร็ว-ทิ้งเร็ว ไปจนถึงปลายทาง “การกำจัด”ข้าวของหมดประโยชน์ซึ่งกลายเป็นจุดกำเนิดของ “โ-ค-ต-ร”สารพิษ

ทั้งหมดคือสารจาก“The Story of Stuff” คลิปวิดีโอสารคดีความยาว 20 นาที ซึ่งเดินเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหวของการ์ตูนลายเส้นและการเล่าข้อเท็จจริงแทรกตลกร้ายโดยผู้หญิงที่ชื่อ...แอนนี่ เลนนาร์ด (Annie Leonard)

2.

หากการสัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติตั้งแต่วัยเยาว์จะมีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใหญ่หัวใจสีเขียวบนโลกใบนี้ แอนนี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความจริงแท้ของข้อความดังกล่าว

เด็กหญิงที่เติบโตจากแถบชนบทของสหรัฐอเมริกาเคยผ่านประสบการณ์แคมป์ปิ้งในป่ามานับครั้งไม่ถ้วน นอกจากอากาศสดชื่นและสีเขียวๆ สวยสบายตา เธอยังได้เห็นภาพผู้ใหญ่ตัดโค่นต้นไม้ด้วย

แม้เด็กเกินกว่าจะรับรู้เหตุผลของการกระทำดังกล่าวหรือเข้าใจคุณค่าทางนิเวศวิทยา รวมถึงมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของผืนป่า แต่ ด.ญ. แอนนี่ก็บอกตัวเองว่า อยากจะโตขึ้นเป็นนักอนุรักษ์ป่าไม้

เมื่อเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย เธอต้องย้ายมาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก สิ่งแรกที่กระทบความรู้สึกอย่างจังก็คือ ที่นี่ขยะเยอะมาก

ทุกวันที่เดินไปเรียนเธอจะเห็นถังขยะสูงเท่าระดับสายตาวางเรียงรายตลอดเส้นทาง ความอยากรู้จูงแขนแอนนี่เข้าไปดูในระยะประชิด และเมื่อเอื้อมแขนเปิดฝาถังขยะ เธอก็เจอคำตอบที่น่าผิดหวัง ในนั้นเต็มไปด้วยขยะจำพวกกระดาษ

...ผืนป่าสวยงามจากความทรงจำในวัยเด็กมีปลายทางอยู่ในถังขยะอย่างนั้นหรือ

แอนนี่เริ่มเอะใจว่า มันต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติแน่ๆ ความสงสัยที่ผุดขึ้นทำให้เธอตามรอยถังขยะไปจนถึงโรงกำจัดขยะและหลุมฝังกลบ...สถานที่ที่เธออยากให้ผู้บริโภคทุกคนแวะไปเยี่ยมชมก่อนสมัครบัตรเครดิต

เพราะชีวิตไม่ได้ออกแบบกันง่ายๆ แอนนี่จึงไม่ได้เป็นนักอนุรักษ์ป่าไม้ตามที่วาดฝัน ทว่าการก้าวเข้าสู่งานที่ต้องเกี่ยวพันกับสารเคมีอันตราย ภูเขาขยะ เหมืองแร่ โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะในฐานะอดีตนักกิจกรรมของกรีนพีซสากล ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรต่อต้านการสร้างเตาเผาขยะ “กาย่า”(GAIA-Global Alliance for Incinerator Alternatives) หรือสมาชิกในหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจเรื่องผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นความยั่งยืนของการผลิตและการบริโภค ก็ทำให้เธอเห็นชีวิตของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในมุมที่กว้างกว่าผู้บริโภคทั่วไป

ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า 20 ปี ทำให้แอนนี่ตระหนักชัดถึงต้นทุนทางสุขภาพ สังคม สิ่งแวดล้อมที่ซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น ทั้งยังมั่นใจว่าเธอสามารถมีส่วนร่วมแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการสื่อสารสิ่งที่เกิดขึ้นไปสู่สังคม เพื่อให้ทุกคนปรับเปลี่ยนไปสู่วิถีการบริโภคที่ฉลาดขึ้นและทำร้ายสิ่งแวดล้อมน้อยลง

จะว่าไป เส้นทางชีวิตที่เธอเลือกก็เชื่อมโยงถึงการดูแลผืนป่าด้วยเช่นกัน

...แม้ต้องเดินอ้อมกว่าที่ตั้งใจไว้สักหน่อยก็ตาม

3.

ยิ่งเรียนเยอะ รู้เยอะ เชี่ยวชาญมาก แอนนี่ยิ่งพบว่าตัวเองสื่อสารเรื่องมลพิษและสารเคมีอันตรายกับคนทั่วไปได้ยากขึ้น เพราะสิ่งที่ถ่ายทอดออกมามันเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคเฉพาะทาง ซึ่งซับซ้อนเกินกว่าคนทั่วไปจะหันมารับฟังและทำความเข้าใจ

กระทั่งมีโอกาสเข้าร่วมอบรมการนำเสนอผลงานสำหรับนักกิจกรรมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แอนนี่จึงได้รับเสียงสะท้อนตรงๆ จากเพื่อนร่วมคอร์สถึงการพูดเร็วเกินไปและการใช้ภาษาเอเลี่ยนที่ทำให้มึนงง

...ถึงเวลาปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเสียที

คราวนี้เธอลองหันมาพูดด้วยภาษาธรรมดา ทั้งยังปรุงรสด้วยจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความสนุกสนาน แล้วจึงคลอด“The Story of Stuff”ออกสู่สายตาผู้ชมเป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2550 โดยตั้งเป้าว่า ถ้ามีคนเข้ามาดูสัก 50,000 คนก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

พอเอาเข้าจริง แอนนี่แทบตั้งตัวไม่ทันกับผลตอบรับจากผู้ชม เพียงวันแรกที่อัพโหลดคลิปขึ้นเว็บ ยอดคลิกก็ทะลุเป้า 50,000 ครั้งไปแบบสบายๆ ...กลายเป็นตัวชี้วัดที่ช่วยยืนยันว่าเธอเดินมาถูกทาง

ถึงวันนี้มีคนเข้าไปดู “The Story of Stuff”ผ่าน http://storyofstuff.org รวมมากกว่า 12 ล้านครั้ง!(ไม่นับรวมกับที่มีคนเอาไปแปะไว้ใน youtubeหรือการจัดฉายในวงเสวนาต่างๆ ทั่วโลก) ตัวเลขดังกล่าวยังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ด้วยยอดคลิกเฉลี่ยวันละ 10,000 ครั้ง

หลังจากนั้น แอนนี่ก็ทยอยปล่อยคลิปอื่นๆ ตามมา...

“The Story of Cap & Trade”ซึ่งตีแผ่กลไกบรรเทาวิกฤตโลกร้อนที่ไม่น่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรม แถมยังเอื้อประโยชน์กับคนไม่กี่กลุ่มในประเทศพัฒนาแล้ว

“The Story of Bottled Water”สะท้อนตัวอย่างการผลิตสินค้าที่ผู้ผลิตพยายามโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเชื่อว่า มันเป็นสินค้าที่พวกเขาจำเป็นต้องซื้อ

ล่าสุด “The Story of Cosmetics” ที่กระตุกความสนใจเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายซึ่งปะปนอยู่ในสินค้าผู้บริโภคทั้งหลายแหล่

และที่จะตามมาในปลายปีนี้คือ “The Story of Electronics”

แอนนี่พยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยใช้การสื่อสารแบบ “ย่อยง่าย”เพื่อลดอุปสรรคในการทำความเข้าใจ ซึ่งเธอก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม

แล้วพวกเราในฐานะผู้บริโภคล่ะ...ได้ลงมือทำอะไรกันบ้างรึยัง

ถ้านึกไม่ออกจะเริ่มต้นตรงไหน ขอแนะนำให้คลิกดู“The Story of Stuff” เป็นอย่างแรก

 

FYI

คลิปทั้งหมดที่แอนนี่นำเสนอสามารถคลิกเข้าไปดูได้ที่ http://storyofstuff.org/film.php

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

28 มิ.ย. 2553
25 ม.ค. 2553
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม