คนเล็กสู้ฟาร์มยักษ์

คนเล็กสู้ฟาร์มยักษ์
1.
“อนาคตของพวกเราขึ้นอยู่กับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ น้ำสะอาด อากาศปลอดมลพิษ และผืนดินอุดมสมบูรณ์ แต่อุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์กลับทำให้สิ่งเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยง จึงต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบที่ยั่งยืนและเกื้อหนุนเกษตรกร เพราะจะช่วยปกป้องคุณภาพชีวิตของลูกหลานและยุติฝันร้ายจากกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม”
คำพูดดังกล่าวเป็นของลินน์ เฮนนิง ชาวอเมริกันวัย 52 ปีจากรัฐมิชิแกน เธอเป็น 1 ใน 6 ฮีโร่สีเขียวระดับรากหญ้าที่ได้รับรางวัลสิ่งแวดล้อมโกลด์แมน ประจำปี 2553 ...รางวัลซึ่งบางคนยกย่องให้เป็น “โนเบลสีเขียว”
ลินน์ไม่ใช่นักรณรงค์หรือนักเคลื่อนไหวที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงสิ่งแวดล้อม เธอเป็นภรรยาของเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองในพื้นที่ราว 750 ไร่ เป็นคุณย่าคุณยายของหลานๆ และใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่กับงานในไร่เช่นเดียวกับเกษตรกรทั่วๆ ไป
กระทั่งอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่หลายแห่งพากันรุกคืบเข้ามาในชุมชน และสร้างความเปลี่ยนแปลงเข้าขั้นเดือดร้อนทั้งต่อวิถีชีวิตและกิจกรรมการเพาะปลูก
...นี่คือจุดเริ่มต้นบนเส้นทางการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของลินน์เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว
2.
อุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ว่านี้มีลักษณะเป็นกิจการปศุสัตว์ที่เลี้ยงวัว หมู หรือเป็ดไก่กันอย่างเข้มข้นในพื้นที่จำกัด อาจเป็นภายในโรงเรือนปิดมิดชิดปราศจากหน้าต่างหรืออยู่กันอย่างแออัดในคอกกลางแจ้ง และป้อนอาหารสัตว์ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งและแปรรูปมาแล้ว มิใช่อาหารมือหนึ่งจากธรรมชาติ
ขนาดของมันขึ้นอยู่กับจำนวนสัตว์ที่เลี้ยงไว้ มีตั้งแต่ไซด์เล็กประมาณไม่เกินหนึ่งพันตัวไปจนถึงขนาดมหึมาที่สามารถรองรับการเลี้ยงสัตว์ได้หลายล้านตัว คาดกันว่า มูลสัตว์และของเสียอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมฟาร์มขนาดกลางหนึ่งแห่งภายใน 1 วันนั้นมีปริมาณใกล้กับของเสียจากเมืองที่มีประชากรเกือบ 70,000 คนเลยทีเดียว
อุตสาหกรรมฟาร์มเหล่านี้นิยมใช้น้ำผสมสารเคมีทำความสะอาดฉีดพ่นด้วยเครื่องแรงดันสูงเพื่อล้างบรรดาสิ่งปฏิกูลที่ตกค้างบนพื้นคอกหรือโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ โดยต่อท่อให้น้ำเสียไหลไปรวมกันในบ่อกลางแจ้งและปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดำเนินการบำบัดใดๆ
ยิ่งน้ำเสียปริมาณมหาศาลที่มีส่วนผสมของยูเรีย มูลสัตว์ แบคทีเรีย เชื้อโรค สารเคมี ยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมน เลือด และของเหลวจากการตกลูกของวัวหรือหมู หมักหมมนานหลายสัปดาห์ ยิ่งทำให้มันทวีความเป็นพิษ เกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ มีเทน แอมโมเนีย และโชยกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ
ที่ร้ายกว่านั้น ของเสียจะถูกสูบขึ้นรถบรรทุกเพื่อนำไปฉีดพ่นในแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรที่รับเงินจากอุตสาหกรรมฟาร์มปศุสัตว์ (เหมือนเป็นค่าฝากทิ้งของเสีย) โดยมีความพยายามกล่าวอ้างว่าเป็นการเติมปุ๋ยให้แก่ผืนดิน ทั้งที่ความจริงมันตรงกันข้าม เพราะมลพิษจากของเสียจะค่อยๆ แทรกซึมลงดิน ปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำใต้ดินและบางส่วนก็ถูกชะล้างลงแหล่งน้ำธรรมชาติ

การทิ้งของเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดเช่นนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ก่อปัญหาสุขภาพ ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
ไม่ใช่แค่กลิ่นน่าสะอิดสะเอียนที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถตากผ้ากลางแจ้งหรือเปิดประตูหน้าต่างรับสายลมแสงแดดได้ตามอำเภอใจ
ความเป็นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์ในอากาศที่เข้มข้นถึง 9 ส่วนในล้านส่วนยังทำให้ผู้สูงอายุหลายคนล้มป่วย ซึ่งข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากมันเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 10 ส่วนในล้านส่วน ผู้ที่สูดดมเข้าไปอาจถึงขั้นหมดสติ
คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติย่ำแย่ลง แม้จะยังไม่ถึงขั้นเน่าสนิทแต่ก็พบหนอนแดงในปริมาณที่มากขึ้น เป็นสัญญาณเตือนถึงการลดลงของออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำได้เป็นอย่างดี
ราคาที่ดินในชุมชนที่มีอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ตั้งขนาบข้างจะลดลงฮวบฮาบ 30-70 เปอร์เซ็นต์
...เป็นความเดือดร้อนที่สั่นสะเทือนไปทั่วชุมชน
3.
ลินน์ตระหนักดีว่าในไม่ช้าอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะนำความเสื่อมโทรมขีดสุดมาสู่ทรัพยากรซึ่งเป็นต้นทุนของการประกอบอาชีพและเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เธอจึงไม่นิ่งนอนใจและเลือกที่จะลุกขึ้นต่อกรกับบรรดาฟาร์มยักษ์ทุนหนาที่มักมีสายสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานรัฐ ด้วยการรวมกลุ่มชาวบ้านแล้วจัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรประชาชนผู้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมแห่งมิชิแกนตอนใต้ในปี 2543
หลังจากค้นพบว่ากฎหมายควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากกิจการอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ยังมีช่องโหว่และย่อหย่อนในการบังคับใช้ โดยเฉพาะประเด็นมาตรฐานคุณภาพน้ำและอากาศ ลินน์ไม่รอช้าที่จะเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวังแหล่งน้ำของเซียราคลับในปีถัดมา กระทั่งกลายเป็นเจ้าหน้าที่เต็มตัวในปี 2548 และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาโครงการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเพื่อชี้วัดระดับมลพิษและผลกระทบจากอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์
ในระหว่างนั้นเธอต้องขับรถเกือบ 200 กิโลเมตร สัปดาห์ละหลายครั้ง เพื่อแกะรอยปฏิบัติการทิ้งของเสียจากบรรดาอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์และลักลอบเก็บตัวอย่างน้ำตามจุดต่างๆ มาวิเคราะห์คุณภาพ จนเริ่มเข้าใจและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์กับการก่อมลพิษในพื้นที่ลุ่มน้ำของชุมชนได้ชัดเจน

ลินน์ยังต้องทำงานร่วมกับนักบินและช่างภาพอาสาสมัคร เพื่อใช้ข้อมูลดาวเทียมและพิกัดทางภูมิศาสตร์ในการระบุขอบเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งการเก็บข้อมูลทั้งหมดตั้งอยู่บนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ
ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น อุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์หวั่นเกรงการตรวจสอบอย่างเข้มข้นอยู่เป็นทุนเดิม จึงคุกคามลินน์ในหลายรูปแบบ เช่น ขับรถบรรทุกไล่ต้อนรถของเธอ นำซากสัตว์วางขู่ที่ระเบียงบ้าน ระเบิดตู้รับจดหมาย ฯลฯ แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งความตั้งใจแน่วแน่ของผู้หญิงคนนี้ได้
หลังจากส่งมอบข้อมูลหลักฐาน วิธีการ และขั้นตอนการตรวจสอบมลพิษทั้งหมดให้หน่วยงานรัฐเพื่อกระตุ้นให้มีการแก้ไขและบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม เธอยังต้องรอคอยอีกเป็นปีกว่าที่กรมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐมิชิแกนจะพิจารณาความผิดและเรียกเก็บค่าปรับจากอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์หลายแห่งที่เป็นต้นเหตุของมลพิษ
กระทั่งปี 2551 กรมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐมิชิแกนจึงเริ่มปฏิเสธการออกใบอนุญาตดำเนินการแก่อุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ละเลยการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเกือบทั้งหมดเป็นการอ้างอิงจากข้อมูลหลักฐานที่ลินน์และเพื่อนๆ ช่วยกันรวบรวม
ตามมาด้วยการยกร่างข้อกำหนดแนวทางการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขึ้นเป็นครั้งแรก...ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายที่ผู้หญิงคนนี้มีส่วนร่วมในการผลักดัน
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนชนบทแห่งหนึ่งในมิชิแกนกำลังก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าวันนั้นคนเล็กๆ อย่างลินน์ไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านของตนเอง
