ข้ามน้ำเค็ม ส่งต่อน้ำจืด

ฐิตินันท์  ศรีสถิต

ข้ามน้ำเค็ม ส่งต่อน้ำจืด

ฐิตินันท์ ศรีสถิต

 

1.
“70 วัน 5 ชั่วโมง 22 นาที”...คือตัวเลขเวลาที่แคธี่ สปอตซ์ใช้ในการพายเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากฝั่งแอฟริกามายังแผ่นดินอเมริกาใต้ คิดเป็นระยะทางประมาณ 4,500 กิโลเมตร

หญิงสาวชาวอเมริกันวัย 22 ปี ออกสตาร์ตการเดินทางจากท่าเรือเมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล ในวันที่ 3 มกราคม 2553 พร้อมกับ “ลิฟ” เรือพายสีเหลืองสดใสความยาวเกือบ 6 เมตร หรือพาหนะร่วมผจญภัยที่ได้รับการออกแบบขึ้นสำหรับภารกิจนี้โดยเฉพาะ

คุณสมบัติพิเศษสุดของลิฟคือสามารถพลิกกลับสู่สภาพปกติได้โดยอัตโนมัติในทุกครั้งที่เกิดการคว่ำ และมีห้องโดยสารปิดมิดชิดขนาด 1.8 X 0.9 เมตร ให้แคธี่ได้หลับเต็มอิ่มในทุกค่ำคืน หรือใช้หลบภัยเมื่อต้องเผชิญความโกรธเกรี้ยวของท้องทะเล

เพื่อให้นักพายเดี่ยวใช้ชีวิตกลางมหาสมุทรได้อย่างปลอดภัย นอกจากเครื่องทำน้ำจืดพลังงานแสงอาทิตย์ สารพัดอาหารสำเร็จรูปที่มีคุณค่าอาหารครบถ้วนและให้พลังงานเพียงพอ รวมถึงอุปกรณ์ยังชีพพื้นฐานอื่นๆ แล้ว ภายในเรือยังมีโทรศัพท์ดาวเทียมสำหรับติดต่อกับทีมงานบนฝั่ง วิทยุคลื่นสั้นเพื่อสื่อสารกับเรือร่วมเส้นทางลำอื่นๆ จีพีเอสและอุปกรณ์รับส่งสัญญาณซึ่งช่วยระบุพิกัด ตำแหน่ง ความเร็ว คอมพิวเตอร์พกพาสำหรับอัพเดทความเป็นไปของแคธีผ่านบล็อกและทวิตเตอร์

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้...แผงโซลาร์เซลล์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชิ้น

แคธี่ยังไม่เคยพายเรือกลางทะเลแม้แต่ครั้งเดียว เธอจึงต้องทำการบ้านอย่างเข้มข้นตลอดสองปีเต็มก่อนการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตจะเริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นข้อมูล วางแผนเส้นทาง เรียนรู้วิธีการพายเรือ การใช้อุปกรณ์สื่อสาร การใช้อุปกรณ์นำทาง และการใช้ชีวิตกลางทะเล เสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายด้วยเครื่องซ้อมพายเรือต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ฝึกฝนการอยู่กับตนเองโดยตัดขาดจากผู้คนนาน 10 วันเต็ม และเข้ารับคำแนะนำจากนักจิตวิทยาการกีฬาในการรับมือกับอารมณ์หรือความรู้สึกที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่ออยู่คนเดียวกลางทะเล

โดยมีทริปพายเรือระยะทาง 64 กิโลเมตรในทะเลสาบอีรี่เป็นบททดสอบสุดท้ายเพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายและเตรียมใจสำหรับการใช้ชีวิตลำพังท่ามกลางผืนน้ำเวิ้งว้าง

 

2.
จากนักศึกษาสาขาธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ที่สนใจการท้าทายความแข็งแกร่งของร่างกายและเคยผ่านสังเวียนประลองความอึดมาหลายรูปแบบ อาทิ ว่ายน้ำในแม่น้ำอัลเลเกนีเป็นระยะทาง 523 กิโลเมตร ขี่จักรยานข้ามอเมริกาจากซีแอตเติลไปยังวอชิงตัน ดี.ซี. ระยะทาง 5,310 กิโลเมตรภายใน 40 วัน วิ่งข้ามทะเลทรายโมฮาวีและทะเลทรายโคโลราโดระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร

กระทั่งมีโอกาสบินข้ามโลกไปเรียนด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ณ ประเทศออสเตรเลีย เป็นเวลา 6 เดือน จึงได้รับรู้เรื่องราวของ “สงครามแย่งชิงน้ำ” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง และความจริงที่ว่า “มีผู้คนมากกว่า 1 พันล้านคนหรือประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรโลกที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดสำหรับการบริโภค” ก็ทำให้แคธี่เริ่มหันมาใส่ใจประเด็นปัญหานี้มากขึ้น

ยิ่งเมื่อได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาโดยบังเอิญกับใครบางคน (ซึ่งภายหลังกลายเป็นเพื่อนที่ดีของแคธี่) บนรถโดยสาร เขาเล่าถึงเพื่อนที่เคยพายเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้วถึง 2 ครั้ง ยิ่งจุดประกายไฟแห่งความท้าทายในตัวเธอให้ลุกโชน

ไม่เพียงแค่คิด แคธี่เริ่มควานหาข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งได้ข้อสรุปว่า การพายเรือข้ามมหาสมุทรคือโจทย์ใหม่แห่งความท้าทาย เธอกระหายจะทดสอบความแข็งแกร่งกับคลื่นลมทะเลที่ไม่อาจคาดเดา และมันจะแตกต่างจากที่ผ่านๆ มา เพราะครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความพยายามเอาชนะตนเอง แต่มันหมายถึงการแปรรูปความสำเร็จให้กลายเป็นประโยชน์ที่ถูกแบ่งปันสู่เพื่อนร่วมโลกด้วย

ทั้งหมดเป็นที่มาของการพายเรือโดยลำพังข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อระดมทุนให้กับโครงการจัดหาน้ำดื่มสะอาดแก่ผู้คนทั่วโลกผ่านองค์กรการกุศลชื่อ “Blue Planet Run Foundation” ซึ่งตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก

เธอเลือกร่วมสร้างฝันกับองค์กรเล็กๆ แห่งนี้ เพราะมองว่าเป็นการทำงานกับผู้คนในระดับรากหญ้าซึ่งน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

...และในระหว่างที่พายเรือไปยังปลายทาง แคธี่นึกเสมอว่า การกระทำของเธอจะส่งแรงกระเพื่อมเล็กๆ ของความเปลี่ยนแปลงออกไปสู่สังคม แต่ละครั้งของการจ้วงพายซ้ายขวาจึงมีคุณค่ายิ่งยวด

 

3.
ความพยายามของแคธี่บรรลุผลเมื่อพาเรือมาขึ้นฝั่งที่เมืองจอร์จทาวน์ ประเทศกายอานา เมื่อ 14 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมกับยอดเงินบริจาคประมาณ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ

แม้ไม่ใช่คนแรกที่พายเรือข้ามมหาสมุทร แต่เธอก็สร้างสถิติใหม่ให้ตัวเองถึง 2 รายการ นั่นคือเป็นนักพายเดี่ยวข้ามมหาสมุทรที่มีอายุน้อยที่สุด และเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่พายเรือข้ามทวีปได้สำเร็จ

สองเดือนกว่าของการพายเรือกลางทะเลวันละ 10 – 12 ชั่วโมงพาเธอไปเจอกับหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก พร้อมกับโอกาสสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด การโชว์ตัวของโลมานับสิบตัว นกทะเลตัวน้อยที่แวะมาพักเหนื่อยบนเรือ ฝูงปลาบินที่กระโดดขึ้นเหนือน้ำ หรือแม้แต่ “ฉลาม” นักล่าแห่งท้องทะเล

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอจะไม่มีวันลืมคือ “คุณค่าของน้ำจืด”

ในบันทึกการเดินทางวันที่ 29 แคธี่เขียนไว้ว่า...
“น้ำ น้ำทุกหนแห่ง แต่ไม่มีสักหยดที่ดื่มได้ ไม่มีอะไรเป็นความจริงไปมากกว่านี้อีกแล้ว แม้โลกของเราจะประกอบด้วยน้ำมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถดื่มได้”

ถ้าคุณไม่เคยขาดแคลนน้ำจืด คุณจะไม่มีทางรู้ว่ามันสำคัญยิ่งยวดเพียงใด การพาตัวเองเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของผืนน้ำเค็มอันแสนกว้างใหญ่ โดยพึ่งพาเครื่องทำน้ำจืดพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลได้มากกว่า 6 แกลลอนต่อชั่วโมง ทำให้แคธี่เข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้

การพายเรือระยะทางไกลแสนไกลข้ามมหาสมุทรเพื่อส่งต่อน้ำจืดให้เพื่อนร่วมโลก...จึงมีความหมายต่อเธอมากมายเหลือเกิน

 

FYI
ตามอ่านประสบการณ์พายเรือข้ามมหาสมุทรของแคธี่ได้ที่ http://rowforwater.com

ที่มาภาพประกอบ
http://www.thedailygreen.com/environmental-news/latest/green-local-heroes-2010
http://www.nytimes.com/2010/03/15/sports/15row.html
http://rowforwater.com/
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

28 มิ.ย. 2553
25 ม.ค. 2553
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม