ปลูก-ปั่น

ปลูก-ปั่น
1.
ไอเดียสร้างสรรค์เจ๋งๆ บางครั้งก็มีต้นทางจากเรื่องไม่คาดคิดรอบๆ ตัว เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับเครก แคลฟี (Craig Calfee) นักออกแบบโครงจักรยานระดับหัวกะทิชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งและผู้ผลิตจักรยานระดับไฮ-เอนด์ ภายใต้ชื่อ “แคลฟี ดีไซน์” ซึ่งเปิดร้านขายจักรยานอยู่นอกเมืองซานตาครูซในรัฐแคลิฟอร์เนีย
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ระหว่างที่เจ้าลูน่า สุนัขพันธุ์ผสมระหว่างพิตบูลกับลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ที่เลี้ยงไว้ กำลังเพลินกับกิจกรรมสุดโปรดอย่างการกัดแทะท่อนไม้ เครกสังเกตเห็นว่า มีบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม
ของเล่นชิ้นนี้คือไม้ไผ่ซึ่งลูน่าคาบมาจากกอไผ่ด้านหลังร้าน แต่ขากรรไกรอันทรงพลังของสุนัขที่ช่ำชองการกัดแทะ กลับไม่สามารถทำให้แท่งไม้ทรงกระบอกร้าวหรือแตกหักเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ เหมือนไม้ชิ้นอื่นที่เคยผ่านปากมาก่อนหน้านี้ ลูน่าทำได้ดีที่สุดแค่ฝากรอยคมเขี้ยวแบบถากๆ ไว้บนผิวไม้ไผ่ 1-2 แห่งเท่านั้น
ผลงานการกัดแทะที่ต่ำกว่ามาตรฐาน สร้างความประหลาดใจพร้อมกับจุดประกายให้เครกขบคิดต่อไปว่า...หากไม้ไผ่แข็งแรงทนทานถึงเพียงนี้ มันคงจะทำหน้าที่เป็นโครงจักรยานได้ดีไม่แพ้กัน
เพื่อกำจัดข้อสงสัย เขาถึงกับลงมือสร้างเจ้าสองล้อโครงไม้ไผ่ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 โดยเบื้องต้นคาดหวังแค่ใช้ความแปลกของจักรยานไม้ไผ่ต้นแบบดึงดูดความสนใจจากผู้คนและเป็นเครื่องมือช่วยประชาสัมพันธ์ให้แบรนด์จักรยานของเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ทว่าเมื่อสองล้อไม้ไผ่ 12 คันแรกที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือของมิสเตอร์แคลฟีถูกแจกจ่ายให้กับญาติและเพื่อนสนิท กลับมีเสียงตอบรับเชิงบวกมากมาย ทุกคนพูดตรงกันถึงความนุ่มนวลในการปั่นบนท้องถนน มันเยี่ยมยอดและใช้งานได้ดีมากเสียจนเครกมิอาจปล่อยให้มันเป็นคำชมที่ลอยผ่านหูไปเฉยๆ
2.
สองล้อไม้ไผ่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะพืชโตเร็วชนิดนี้เคยเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตจักรยานในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งยังปรากฏหลักฐานว่า มีการนำจักรยานโครงสร้างไม้ไผ่ออกมาโชว์ตัวที่กรุงลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1894 ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมมากมาย
แต่หลังจากนั้น มันก็คลายความนิยมลงและถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างที่ผลิตจากวัสดุที่ทันสมัยกว่า ไม่ว่าจะเป็นอะลูมิเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ ไทเทเนียม และอื่นๆ
เมื่อสนใจและรู้จักไม้ไผ่มากขึ้น เครกก็พบว่ามันเหมาะสำหรับการใช้งานเป็นโครงสร้างของจักรยานด้วยเหตุผลนานัปการ

ด้วยเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ปลูกง่าย โตไว ไม่ต้องการน้ำมาก มีให้ใช้อย่างเหลือเฟือ และราคาถูกกว่าโครงจักรยานโลหะประเภทอื่น ซึ่งเมื่อแปลงร่างเป็นจักรยานแล้ว มันมีน้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน แต่ยืดหยุ่น ดูดซับความสั่นสะเทือนและแรงกระแทกได้มาก จึงช่วยให้คนที่นั่งบนหลังอานไม่เหนื่อยจนเกินไปนักเมื่อต้องปั่นเป็นระยะทางไกลๆ แถมยังสวยแปลกตาในฐานะศิลปะทำมือที่ไม่ว่าจะสร้างสรรค์ออกมามากเท่าไหร่ ก็ไม่มีผลงานชิ้นใดซ้ำกันเลย
...นั่นทำให้จักรยานไม้ไผ่กลายเป็นเรื่องจริงจังมากขึ้น เขาจึงพัฒนารูปแบบและการผลิตให้ได้มาตรฐานคุณภาพแล้วยกระดับขึ้นเป็นสินค้าอีกชิ้นของแคลฟี ดีไซน์
ระหว่างที่ชาวอเมริกันเริ่มรู้จักสองล้อไม้ไผ่มากขึ้น เครกก็ยังไม่หยุดคิดต่อยอดพาหนะอันแสนพิเศษ ในเมื่อมันผลิตจากวัตถุดิบที่ใครๆ ก็ปลูกได้ แถมยังสร้างและประกอบขึ้นโดยไม่ต้องง้อเครื่องมือเครื่องจักรอันทันสมัย ผู้คนยากไร้ก็น่าจะมีโอกาสเป็นเจ้าของจักรยานสักคันได้ง่ายขึ้น
แล้วภาพของแอฟริกาที่เขาเคยไปตะลอนเที่ยวเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัว การเดินทางไม่สะดวก ชาวบ้านต้องพึ่งพาจักรยานเป็นหลัก แต่มันมีจำนวนไม่เพียงพอ…ใช่แล้ว สองล้อไม้ไผ่น่าจะตอบโจทย์ของที่นั่นได้
3.
แรงบันดาลใจระลอกสองกระตุ้นให้เครกแปะข้อความบนเว็บไซต์แคลฟี ดีไซน์ ในทำนองที่ว่า...
จักรยานไม้ไผ่สามารถสร้างประโยชน์มากมายแก่ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนา อย่างน้อยๆ ก็ช่วยให้พวกเขาเดินทางสะดวกขึ้นและพึ่งตนเองได้มากขึ้น โดยเขาสามารถถ่ายทอดความรู้ในการสร้างจักรยานไม้ไผ่ได้ แต่ยังต้องการเงินทุนสนับสนุนการทำงานและผู้ร่วมอุดมการณ์อันเอื้อเฟื้อ
ผ่านไปสักระยะ มิสเตอร์แคลฟีก็ได้รับอีเมลจากเดวิด โฮ นักปั่นที่หลงใหลการเดินทางบนหลังอาน
เดวิดทำงานให้กับสถาบันโลก (Earth Institute) ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไรที่สนใจประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศยากจน ภายใต้การกำกับของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เล่าว่า เข้ามาในเว็บไซต์เพื่อสั่งซื้อโครงจักรยานคาร์บอนไฟเบอร์ แต่เห็นโปรเจคต์จักรยานไม้ไผ่ก็เลยสนใจ
ทั้งคู่แลกเปลี่ยนพูดคุยรายละเอียด ในที่สุดความตั้งใจที่ตรงกันของนักปั่นสองคนก็ออกดอกผลเป็นโครงการจักรยานไม้ไผ่เพื่อชาวกาน่า
เครกเริ่มเดินทางลงพื้นที่ในปี ค.ศ. 2007 โดยเปิดเวิร์กชอปสอนชาวบ้านประกอบจักรยานไม้ไผ่อย่างละเอียดทุกขั้นตอน พร้อมกันนี้เขายังออกแบบจักรยานไม้ไผ่คาร์โก้รุ่น “Bamboosero” เพื่อช่วยทุ่นแรงในการขนส่งน้ำ อาหาร และสินค้าอื่นๆ เพราะสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้มากเป็นพิเศษ
ปีถัดมาเครกก็ยังกลับไปกาน่าเพื่อเปิดคอร์สจักรยานไม้ไผ่ แต่คราวนี้ก้าวไปถึงขั้นวางแผนสร้างโรงงานผลิตโครงจักรยานไม้ไผ่ โดยส่งเสริมการปลูกต้นไผ่ที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลัก แต่นำเข้าอะไหล่จากจีน และให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและชาวบ้านดำเนินกิจการกันเอง
ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงแค่การมีจักรยานคุณภาพดีราคาถูกไว้ใช้งาน แต่ยังเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และน่าจะทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ส่วนเครกจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเรื่องเทคนิคและการออกแบบต่อไป ทั้งยังรับซื้อโครงจักรยานไม้ไผ่ฝีมือชาวกาน่าไปขายต่อในอเมริกาและยุโรป
ล่าสุดแว่วว่า ประเทศแซมเบียก็กำลังจะสร้างโรงงานผลิตจักรยานไม้ไผ่เช่นกัน โดยมีเครกเข้าไปร่วมก่อร่างวางแผน แถมยังช่วยออกแบบจักรยานไม้ไผ่รุ่น “Zambulance” ที่รับน้ำหนักได้ถึง 250 กิโลกรัม เพื่อใช้ขนย้ายผู้ป่วยไปยังคลินิกหรือศูนย์สุขภาพ แทนการใช้เกวียนแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สะดวกเอาเสียเลย
...หากวันนั้นเครกไม่ลงมือสร้างจักรยานไม้ไผ่คันแรก วิถีการ “ปลูก-ปั่น” ก็คงไม่เกิดขึ้นที่กาน่าและแซมเบียอย่างแน่นอน…
FYI
แวะเยี่ยมร้านจักรยานของเครก แคลฟี ที่ http://www.calfeedesign.com/
และติดตามโครงการจักรยานไม้ไผ่ได้ที่ http://www.bamboobike.org/Home.html
