เมื่อคนเมืองลบรอยตีนฝากโลก

เมื่อคนเมืองลบรอยตีนฝากโลก
1.
โดยปกติแล้ว ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่และใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มักสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแบบที่เรียกว่า “รอยตีนฝากโลก” ไซส์ใหญ่กว่าใครๆ
แต่ตรรกะนี้ ใช้ไม่ได้กับครอบครัวบีแวนซึ่งพักพิงอยู่ในอพาร์ตเมนต์ย่านแมนฮัตตัน ใจกลางเมืองนิวยอร์ก เพราะโคลิน บีแวน (Colin Beavan) พร้อมด้วยภรรยามิเชล ลูกสาวตัวน้อยอิซาเบลลา และเจ้าเพื่อนซี้สี่ขาแฟรงกี้ ผ่านสังเวียนความพยายามใช้ชีวิตปราศจากผลกระทบมาแล้ว
ความคิดที่จะเป็นอยู่โดยเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุดถูกจุดประกายโดยโคลิน ชายคนนี้ไม่ได้เป็นนักสิ่งแวดล้อมหรือมีความเชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาแต่อย่างใด เขาเพียงเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมดีแต่พูด จึงลุกขึ้นมาต่อกรกับนิสัยเจ้าหลักการแต่ไร้การลงมือของตนเอง โดยไม่สนใจอีกต่อไปกับข้ออ้างเรื่องความพร้อม เรื่องเวลา และเรื่องสถานที่ ซึ่งมักส่งเสียงค้านอยู่ในหัว
ในค่ำคืนของเดือนสิงหาคม 2549 ขณะที่โคลินและมิเชลกำลังเหงื่อตกเพราะโดนคลื่นความร้อนเล่นงาน ทั้งคู่วางแผนเรื่องนี้ไว้เพียงระยะสั้นๆ แค่สัปดาห์เดียว แต่หลังจากนั้นมันก็พัฒนาขึ้นเป็นโครงการทดลองใช้ชีวิตที่ชื่อ “No Impact Man” ซึ่งกินเวลานานถึงหนึ่งปีเต็ม!
ด้วยคิดเทียบเคียงกับสมการคณิตศาสตร์ “ปราศจากผลกระทบ” ในนิยามของโคลินจึงหมายถึงการหักลบกันระหว่างผลกระทบด้านบวกและด้านลบ ซึ่งอธิบายง่ายๆ ว่า ลดพฤติกรรมทำร้ายโลก ขณะเดียวกันก็เพิ่มการกระทำที่เป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น เพื่อให้ผลกระทบสุทธิจากการใช้ชีวิตมีค่าเป็นศูนย์
สมการนี้พาพวกเขาไปสู่เงื่อนไขการใช้ชีวิตที่ต้องคิดให้รอบคอบกว่าเดิม...ดูเหมือนยาก แต่มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
2.
โครงการทดลอง “No Impact Man” ประกอบด้วยโจทย์ใหญ่ 3 ข้อ
ข้อแรก...วางแผนการใช้ชีวิตที่ไม่สร้างขยะ
ข้อสอง...หารูปแบบการบริโภคอาหารที่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
และข้อสุดท้าย...ลดการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยให้เหลือเพียงสิ่งที่จำเป็น และทำให้เป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืน
ครอบครัวบีแวนจึงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตกันขนานใหญ่ ทั้งปฏิเสธข้าวของที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เลือกซื้ออาหารโดยตรงจากเกษตรกรในท้องถิ่นหรือมีแหล่งผลิตอยู่ในรัศมี 400 กิโลเมตร เลิกขึ้น-ลงลิฟต์ ไม่เดินทางโดยพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และบอกลากระดาษทิชชู...การทดลองครั้งนี้สุดขั้วถึงขนาดยอมตัดขาดจากระบบไฟฟ้าเลยทีเดียว!
จากที่เคยขึ้นแท็กซี่ก็เปลี่ยนมาปั่นจักรยานทั้งแบบสองล้อและสามล้อ จากที่เคยรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำก็หันมาทำกับข้าวรับประทานเอง จากที่เคยบริโภคเนื้อสัตว์ก็หันมาเป็นมังสวิรัติ จากที่เคยนั่งจมอยู่หน้าทีวีจอยักษ์ดูรายการเรียลลิตี้และตะลุยชอปปิ้งเพื่อผ่อนคลายความเครียดก็เปลี่ยนเป็นยกโขยงทั้งครอบครัวไปสูดอากาศยามเย็นในสวนสาธารณะ จากที่เคยโยนทิ้งเศษอาหารก็เอามาให้ไส้เดือนช่วยย่อยเป็นปุ๋ย แถมยังสามารถขอแบ่งปันพื้นที่เล็กๆ จากสวนของชุมชนเพื่อทำแปลงผักของครอบครัวได้อีกด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาซึ่งแม้จะเป็นชาวเมืองขนานแท้ ได้เรียนรู้การอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและทำร้ายโลกน้อยลง ซึ่งเมื่อครบกำหนดการทดลองในช่วงปลายปี 2550 ครอบครัวบีแวนก็ยังไม่ล้มเลิกวิถีชีวิตปราศจากผลกระทบ จะต่างกันก็เพียง...ผ่อนปรนตัวเองจากกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด แล้วหันมาสู่จุดสมดุลใหม่ของชีวิตที่ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไปนัก
เช่น หากต้องซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตก็จะเลือกอาหารสดมากกว่าอาหารที่ผ่านการแปรรูปหลายกระบวนการ อาหารในบรรจุภัณฑ์ฟุ่มเฟือย และอาหารที่ขนส่งมาจากแดนไกล
พวกเขากลับมาใช้ทิชชูอีกครั้ง แต่เลือกที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล และยังคงเดินทางด้วยจักรยานหรือรถสามล้อถีบต่อไป แต่หากฝนตกก็จะหันไปใช้บริการรถไฟใต้ดิน
ตอนนี้อพาร์ตเมนต์ของครอบครัวบีแวนมีไฟฟ้าใช้เป็นปกติและติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ตู้เย็นกลับมาทำหน้าที่อีกครั้งโดยปราศจากช่องแช่แข็ง
ส่วนทีวีขนาด 46 นิ้วและเครื่องปรับอากาศสาบสูญไปจากชีวิตอย่างถาวร โคลินให้เหตุผลว่า การไม่มีทีวีทำให้สมาชิกในครอบครัวมีเวลาพูดคุยกันมากขึ้น ขณะเดียวกันการพาอิซาเบลลาไปนั่งรับลมเย็นๆ ริมน้ำพุที่สวนสาธารณะก็ช่วยให้ลูกสาวของเขากล้าพูดคุยกับผู้คนที่เข้ามาทักทายมากกว่าเคย
3.
ความพยายามอย่างเข้มข้นของพวกเขาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มช่วยลดการโยนขยะลงหลุมฝังกลบได้มากมาย พอจะเทียบเคียงได้กับบรรจุภัณฑ์พลาสติก 1,248 ชิ้น ถ้วยพลาสติกและถ้วยกระดาษ 2,190 ใบ ถุงพลาสติก 572 ใบ และผ้าอ้อมสำเร็จรูป 2,184 ชิ้น ซึ่งเกิดจากการใช้ชีวิตตามปกติของชาวแมนฮัตตัน
เรื่องราว ความคิด และประสบการณ์จากโครงการทดลองใช้ชีวิตปราศจากผลกระทบตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงได้รับการถ่ายทอดผ่านบล็อกของโคลิน แต่ยังมีการรวบรวมบทความเพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือและนำเสนอผ่านภาพยนตร์สารคดี “No Impact Man” ซึ่งเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิบัติการท้าทายตนเองของครอบครัวนี้ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนวงกว้างอีกมากมาย โคลินจึงขยายผลไปสู่การก่อตั้ง “The No Impact Project” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในลักษณะของโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่หวังผลกำไร โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คน และเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใช้ชีวิตปราศจากผลกระทบผ่านทาง http://noimpactproject.org/ ...แน่นอนว่ามีการนัดหมายลบรอยตีนฝากโลกแบบเป็นหมู่คณะอยู่เป็นระยะๆ
โคลินสะท้อนความคิดรวบยอดของเรื่องนี้...ทุกคนจำเป็นต้องรับผิดชอบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตของตนเอง มันไม่ได้หมายถึงความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เพียงแต่เราต้องหมั่นตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เรามีความสุขทั้งจากการบริโภคและการใช้สอยว่า ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นหรือไม่ สิ่งใดที่ตอบ “ไม่” มันก็คือส่วนเกินของชีวิตหรือ “ขยะ” ดีๆ นั่นเอง
...อยู่ที่คุณจะเลือกกอดขยะชิ้นนั้นไว้กับชีวิต หรือปล่อยมันหายไปพร้อมกับรอยตีนฝากโลกที่จางลง
FYI
ตามติดชีวิตไร้ผลกระทบของครอบครัวบีแวนได้ที่บล็อกแห่งนี้อัดแน่นด้วยสารพันเคล็ด (ไม่) ลับสำหรับผู้ที่ต้องการลดรอยตีนฝากโลกจากการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ มีไม่น้อยที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในบ้านเรา
แวะไปดูตัวอย่างภาพยนตร์สารคดีชีวิตจริงของพวกเขาได้ที่ http://www.noimpactdoc.com/trailer.php
