ในถังขยะอันอุดมสมบูรณ์

ในถังขยะอันอุดมสมบูรณ์
1.
จากเด็กที่เกลียดการไปโรงเรียน แต่จบชั้นไฮสคูลมาได้เพราะโดนบีบบังคับ
จากเด็กที่เริ่มรับประทานมังสวิรัติตั้งแต่ 9 ขวบ ปฏิเสธสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากสัตว์เมื่ออายุ 12 ขวบ และตัดสินใจก้าวสู่วิถีชีวิตตามแนวคิดฟรีแกนิซึม (Freeganism) ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย
วันนี้ อดัม ไวสส์แมน (Adam Weissman) ชาวอเมริกันวัย 31 ปี ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ฟรีแกน” (freegan) เลือกที่จะไม่ทำงานแลกเงิน แต่กลับอุทิศเวลาว่างให้กับงานอาสาสมัคร และใช้เวลายามค่ำคืนเพื่อค้นหาอาหารที่ซ่อนอยู่ในถุงดำ ซึ่งบรรดาซูเปอร์มาร์เกต ร้านขายผักผลไม้ หรือร้านอาหารต่างๆ ในเมืองนิวยอร์กขนออกมาทิ้งริมถนน
มันมิใช่ของเน่าเสีย แต่เป็นอาหารที่ใกล้จะหมดอายุหรือไม่ก็กระเด็นออกจากชั้นวางขาย เพียงเพราะว่า...มีสินค้าสดใหม่กว่ามาแทนที่
เชื่อหรือไม่ ถังขยะอันอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ก็ช่วยให้มิสเตอร์ไวสส์แมนอิ่มท้องโดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อมานานเกือบ 14 ปีแล้ว!
อดัมไม่ใช่คนเร่ร่อน เขามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่ได้ยากจนข้นแค้น แต่เหตุผลสำคัญที่ต้องเก็บอาหารจากถังขยะมารับประทานก็คือ เขาไม่เต็มใจจ่ายเงินซื้อสินค้าที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งยังเชื่อว่าอาหารที่ยังกินได้มิใช่ขยะ ไม่สมควรถูกทิ้งขว้าง แต่ควรทำหน้าที่ของมันอย่างเหมาะสม ด้วยการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเขาเพียงคนเดียว แต่รวมถึงเพื่อนร่วมสังคมที่ยังหิวโหย ใช่แล้ว...บางครั้งอาหารดีๆ ที่อดัมเก็บมาจากถังขยะก็ถูกแบ่งปันให้กับพวกที่ว่างงานหรือกลุ่มคนไร้บ้านด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น เขาและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ยังร่วมกันจัด “ทัวร์ถังขยะ” ขึ้นเป็นประจำเกือบทุกสัปดาห์ เพื่อพาฟรีแกนหน้าใหม่หรือผู้ที่เริ่มจะสนใจแนวคิดฟรีแกนิซึมกรุ๊ปเล็กๆ ไปรู้จักกับบรรดาอาหารฟรีและดีที่อยู่ในถังขยะ
2.
ฟรีแกนิซึมเป็นอีกหนึ่งแนวคิดของกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่กำเนิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2537 โดยได้รับอิทธิพลจากกลุ่มต่อต้านกระแสบริโภคนิยมและเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีหัวใจสีเขียว
หลักการดำเนินชีวิตที่พวกเขายึดถือจึงไม่ใช่แค่ขบถกับการผลิตสินค้าในระบบอุตสาหกรรมและการผูกขาดทางการตลาดโดยบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ โดยพาตัวเองออกห่างจากสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นบริโภคนิยมที่ไร้การควบคุม แต่ยังรวมถึงการเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนคำว่า “freegan” มาจากคำว่า free + vegan อันหมายถึง การรับประทานอาหารที่หาได้ฟรีๆ ของนักมังสวิรัติผู้ปฏิเสธสินค้าซึ่งมีส่วนประกอบของสัตว์...ซึ่งก็คือข้อปฏิบัติพื้นฐานของฟรีแกนิซึมนั่นเอง
บ๊อบ ทอร์เรส โปรเฟสเซอร์ด้านสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยลอว์เรนซ์ในนิวยอร์ก ให้ข้อมูลว่า กลุ่มเคลื่อนไหวฟรีแกนเพิ่งจะมีตัวตนชัดเจนขึ้นและมีแนวร่วมมากขึ้นในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สวีเดน เกาหลีใต้ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา
และแน่นอนว่า...เมืองที่มั่งคั่งที่สุดในโลกอย่างนิวยอร์ก ย่อมหนีไม่พ้นการเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักของพลพรรคฟรีแกน เพราะยิ่งมีคนร่ำรวยและผู้มีอันจะกินจำนวนมากเท่าไหร่ ปริมาณและคุณภาพของอาหารดีที่ถูกทิ้งลงถังขยะก็ยิ่งมากเท่านั้น
นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตแล้ว ภารกิจค้นถังขยะยังทำให้ฟรีแกนหลายคนได้สารพัดข้าวของเครื่องใช้ติดมือกลับไปด้วย อาทิ เครื่องครัว ผ้าห่ม ผงซักฟอก ซีดีเพลง เสื้อผ้า นิตยสาร หนังสือ เครื่องเขียน ฯลฯ
กระทั่งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของอดัมก็ยังฟรียกชุด โดยเขาได้รับบริจาคฮาร์ดดิสก์จากสำนักงานแห่งหนึ่ง ได้จอมอนิเตอร์มือสองจากเพื่อน และได้คีย์บอร์ดมาจากการสำรวจถังขยะ!
3.
อดัม ไวส์แมน แกนนำคนสำคัญของฟรีแกนิซึมในนิวยอร์กก็เป็นที่รู้จักในวงกว้าง (น่าจะเป็น) เพราะเขาคือฟรีแกนรุ่นแรกๆ ที่ยังเชื่อมั่นและยืนหยัดในฟรีแกนิซึมมาจนถึงวันนี้
“ความหวังของเราคือ ต้องการให้ผู้คนได้ฉุกคิดเกี่ยวกับการบริโภคจำนวนมหาศาล และนึกถึงขยะที่พวกเราผลิตขึ้นมาจากการบริโภคบ้าง เพราะคนส่วนใหญ่คิดถึงสินค้าตั้งแต่ช่วงเวลาที่มันวางขายอยู่ในร้านจนกลายเป็นขยะเท่านั้น แต่ไม่มองย้อนถึงต้นทางการผลิตและไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับของที่ทิ้งลงถังขยะ” อดัมกล่าว
ย้อนกลับมามองบ้านเรา โอกาสที่อาหารดีๆ จะย้ายลงไปอยู่ในถังขยะนั้นเป็นไปได้น้อยมาก ต่อให้เป็นซูเปอร์มาร์เกตหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ก็ไม่ได้ทิ้งขว้างอาหารกันสักเท่าไหร่ บางครั้งยังเจออาหารหมดอายุนอนนิ่งอยู่ที่ชั้นวางจำหน่ายด้วยซ้ำไป จึงไม่ง่ายเอาเสียเลยสำหรับผู้บริโภคไทยที่อยากเดินตามแนวทางปฏิบัติของฟรีแกนชาวอเมริกัน
แต่สำหรับผู้อ่านที่รู้สึกอึดอัดกับสภาพแวดล้อมแบบบริโภคนิยมขึ้นมาตงิดตงิด เรามีคำแนะนำมาฝาก ดังนี้
• ฝึกการยับยั้งนิสัยซื้อเพราะอยากได้อยากมี แต่หันมาซื้ออย่างมีสติหรือซื้อเท่าที่จำเป็น
• หยุดวิ่งตามสินค้าเทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ กล้องดิจิตอล
• ทดสอบตัวเองด้วยการงดชอปปิ้งเป็นระยะเวลาสั้นๆ สัก 1-2 อาทิตย์ ใครคิดว่าใจแข็งก็งดไปเลย 1 เดือน
• ปิดทีวีและหยุดรับสื่อโฆษณาที่กระตุ้นกิเลสแห่งการจับจ่าย
• ลองผลิตอาหารด้วยตนเอง จะปลูกผักสวนครัว เพาะถั่วงอก หรือแค่ซื้อของสดมาประกอบอาหารทานกันเองภายในครอบครัวก็ได้
• หันมาซ่อมข้าวของเครื่องใช้เสียหายหรือชำรุด แทนที่จะโยนลงถังขยะแล้วซื้อใหม่
• ทิ้งอย่างมีสติด้วยเช่นกัน อะไรรีไซเคิลได้ก็แยกไว้ขายซาเล้ง อะไรย่อยสลายได้ก็ลองเอามาทำน้ำหมักชีวภาพ แล้วค่อยทิ้งเฉพาะสิ่งที่เป็นขยะจริงๆ
...ลองดูกันสักตั้งเป็นไง...
FYI
ติดตามความเคลื่อนไหวของฟรีแกนตามแนวคิดของอดัม ไวส์แมนได้ที่นี่
แม้แต่ทอล์กโชว์ของโอปร่า ยังเคยตามไปดูทัวร์ถังขยะของกลุ่มฟรีแกนในนิวยอร์กเลย มีอาหารดีๆ เยอะมากจนน่าทึ่ง
หากอยากรู้จักฟรีแกนมากกว่านี้ Google ช่วยได้เสมอ ลองค้นด้วย Freegan หรือ Freeganism รับรองข้อมูลเพียบ ทั้งข่าว บล็อก เว็บไซต์ และคลิปวิดีโอ
