สาวสวยรักซิ่งไม่ทิ้งโลก

ฐิตินันท์  ศรีสถิต

สาวสวยรักซิ่งไม่ทิ้งโลก

ฐิตินันท์ ศรีสถิต

1.

สาวสวยวัย 36 ปีคนนี้เป็นลูกครึ่งเยอรมัน-อเมริกัน เกิดและเติบโตในสหรัฐฯ ชื่นชอบกิจกรรมแนวผาดโผนท้าทายมาตั้งแต่ยังไม่จบไฮสคูล เช่น ขี่ม้า สเก็ตบอร์ด สโนว์บอร์ด ดำน้ำ กระทั่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจึงค้นพบว่า ตัวเองหลงเสน่ห์ความเร็วหลังพวงมาลัยเข้าเต็มเปา และเริ่มต้นเอาจริงเอาจังฝึกฝนฝีมือการซิ่งรถในสนามแข่งนับแต่นั้นเป็นต้นมา

หลังจบการศึกษา รูปร่างหน้าตาชักพาเธอไปสู่งานสแตนด์อินในแวดวงฮอลลีวูดและมีโอกาสสวมบทบาทการแสดงแทนนางเอกชั้นนำอย่างแคทเธอรีน ซีต้า โจนส์ ในภาพยนตร์เรื่อง Traffic และ America's Sweetheart รวมถึงเคลลี ฮู ในภาพยนตร์เรื่อง The Scorpion King มาแล้ว โดยระหว่างนั้นก็ยังแบ่งเวลาให้กับการซ้อมแข่งรถเพื่อพัฒนาทักษะอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อสะสมความพร้อมเต็มพิกัด จึงตัดสินใจออกสตาร์ตเส้นทางนักแข่งรถมืออาชีพในปี 2001 กับ “Allison Legacy Series” รายการแข่งรถที่เปิดโอกาสกว้างๆ ให้นักขับระดับกลางไปจนถึงมือโปรทั้งหน้าใหม่หน้าเก่าเข้าร่วมประลองความเร็ว จะบอกว่ารายการนี้เป็นบันไดขั้นแรกที่นักแข่งรถส่วนใหญ่ใช้ทดสอบความสามารถก่อนผ่านขึ้นไปเป็นมืออาชีพก็คงไม่ผิดนัก ซึ่งเธอประเดิมผลงานในสนามแรกได้อย่างเข้าท่า เมื่อพารถคู่ใจเข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 7

ปี 2003 เธอก้าวขึ้นมาสู่การแข่งขันสต็อกคาร์* ยอดฮิตของสหรัฐฯ “NASCAR Weekly Racing Series” ที่สนามแข่งเซาท์ บอสตัน สปีดเวย์ และจบรายการด้วยการคว้าตำแหน่งที่ 9

ปี 2004 เธอสร้างสถิตินักแข่งหญิงที่ทำเวลาดีที่สุดในรอบคัดเลือก ณ สนามแข่ง เท็กซัส มอเตอร์ สปีดเวย์ และเข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 7

ปี 2006 เป็นปีแรกที่เธอร่วมแข่งครบทุกสนามตลอดฤดูกาลแข่งรถและสร้างสถิติยิ่งใหญ่ให้ตัวเองจากการลงแข่งขันในสนามที่ 5 ที่เท็กซัส มอเตอร์ สปีดเวย์ ด้วยการขับผ่านธงตาหมากรุกเป็นคันที่ 4 ซึ่งถือเป็นลำดับเข้าเส้นชัยที่ดีที่สุดของบรรรดานักแข่งหญิงที่เคยฝากสถิติการแข่งขันไว้ที่สนามแห่งนี้

ทั้งหมดเป็นเพียงน้ำจิ้มการประลองความเร็วด้วยยานยนต์สี่ล้อ นับจนถึงปัจจุบันนอกจากจะโชว์ฝีมือการแข่งสต็อกคาร์อีกหลายต่อหลายครั้ง เธอยังขยับมาแข่งรถในรายการ “ARCA Series” ที่ท้าทายมากขึ้นและข้ามไปลองแข่งรถประเภทโอเพ่น วีล คาร์** ในรายการ “Indy Pro Series” อีกด้วย

ผลงานไม่ธรรมดาตลอดช่วง 11 ปีผลักให้เธอเป็นดาวเด่นในโลกมอเตอร์สปอร์ต เป็นนักแข่งรถหญิงที่ชื่อเสียงโด่งดังและประสบความสำเร็จติดอันดับต้นๆ จนนิตยสาร FHM ต้องขนานนาม “สาวที่ร้อนแรงที่สุดในนาสคาร์” เช่นเดียวกับที่นิตยสาร Men's journal ยกให้เป็น “นักแข่งรถที่เซ็กซี่ที่สุดในอเมริกา”...ชื่อของเธอคือ เลลานี มุนเธอร์ (Leilani Münter)

 

2.

พ้นไปจากสนามแข่งรถ เลลานีหลงใหลการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่พอสมควร ความสนใจดังกล่าวน่าจะเริ่มผลิบานสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเช่นกัน ทั้งจากการเลือกเรียนปริญญาตรีด้านชีววิทยา สาขานิเวศวิทยา พฤติกรรม และวิวัฒนาการ และจากการเข้าร่วมทำงานเป็นอาสาสมัครในศูนย์ช่วยชีวิตและฟื้นฟูสัตว์ป่า

เลลานีรู้ซึ้งดีว่า อาชีพแสนรักสร้างความเสียหายขนานใหญ่แก่โลก จึงพยายามจะสร้างสมดุลระหว่างการแข่งรถกับไลฟ์สไตล์สีเขียวอยู่เงียบๆ รอกระทั่งได้ดีมีชื่อเสียงจากการเป็นนักแข่งรถมืออาชีพแล้วค่อยฉวยใช้ความโด่งดังดึงดูดความสนใจให้ใครต่อใครหันมาเห็นสิ่งที่เธอลงมือทำ ฟังสิ่งที่เธอพูด และอ่านสิ่งที่เธอเขียน

ปี 2006 เลลานีเริ่มแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งในหน้าเว็บไซต์ที่บอกเล่าเรื่องราวกิจกรรมการแข่งรถของตัวเอง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อม แต่นั่นยังไม่สร้างความฮือฮาได้มากเท่ากับการประกาศสัญญาในปี 2007 ว่า จากนี้ไปจะควักเงินอุปถัมภ์ป่าฝนเขตร้อนพื้นที่ 1 เอเคอร์ผ่านองค์กรเวิร์ล แลนด์ ทรัสต์ (World Land Trust) ในทุกครั้งที่เธอลงสนามแข่งรถ โดยหวังให้ป่าฝนเขตร้อนเหล่านี้ช่วยชดเชยการปล่อยคาร์บอนมหาศาล

ปี 2008 หลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นฑูตขององค์กรสหพันธ์สัตว์ป่า (National Wildlife Federation) บทบาทแอ็คติวิสต์ของเธอยิ่งเข้มข้นขึ้น เลลานีเดินทางไปรัฐสภาพร้อมนักวิทยาศาสตร์จากสหพันธ์สัตว์ป่าหลายครั้ง เพื่อชี้แจงโน้มน้าวให้สมาชิกสภาคองเกรสเห็นความสำคัญของ พ.ร.บ. ความมั่นคงทางสภาพภูมิอากาศ

สำหรับอุบัติเหตุแท่นขุดเจาะน้ำมันระเบิดทำให้น้ำมันดิบรั่วไหลในอ่าวเม็กซิโกเมื่อปี 2010 เลลานีเป็นเซเลบกลุ่มแรกๆ ที่ลงพื้นที่สังเกตการณ์ เธอเดินทางถึงที่นั่นในวันเดียวกับประธานธิบดีบารัก โอบามา และขลุกอยู่นานหนึ่งสัปดาห์ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวเป็นผลงานสารคดี ในปีเดียวกันนั่นเองเธอเดินทางไปยังญี่ปุ่นในฐานะอาสาสมัครอนุรักษ์โลมา เพื่อร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการล่าโลมา

ปัจจุบัน เลลานีสร้างเว็บไซต์ขึ้นอีกแห่งชื่อ Carbon Free Girl เพื่อบอกเล่าความพยายามที่จะลดการปล่อยคาร์บอนของเธอ รวมทั้งเปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด แถมท้ายด้วยการเขียนบทความเขียวๆ  เผยแพร่ผ่านบล็อกส่วนตัวและเว็บไซต์ The Huffington Post อีกด้วย

ทั้งหมดนี้คงไม่ใช่แค่เปลือกนอกที่พยายามสร้างขึ้นมาสวมใส่ เพราะเมื่อเจาะลึกลงในรายละเอียดย่อมพบว่า นอกจากเลลานีจะรับประทานมังสวิรัติมาเกือบทั้งชีวิตและชักชวนแฟนคลับมาร่วมวงปฏิเสธเนื้อสัตว์ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม เธอยังระบายสีเขียวในอีกหลายกิจวัตรที่บ้าน อาทิ แยกขยะเศษอาหารเพื่อหมักปุ๋ย ติดตั้งระบบเก็บรวบรวมน้ำฝน ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้บางส่วน เปลี่ยนมาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์และแอลอีดีที่ประหยัดพลังงานกว่าหลอดไส้แบบโบราณ เป็นต้น

...แม้แต่สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนการลงแข่งรถ เลลานียังเลือกเฟ้นเฉพาะบริษัทที่ดำเนินกิจการโดยแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ยากยิ่งไปกว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เธอคิดการณ์ใหญ่ปรับรูปแบบกีฬาแข่งรถให้เป็นศัตรูกับโลกน้อยลงอีกนิดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีกหน่อย โดยพยายามล็อบบี้คณะกรรมการของนาสคาร์และองค์กรจัดแข่งรถอื่นๆ ให้แปลงแนวคิดสองประเด็นสู่การปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม

หนึ่งคือหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลและสามารถผลิตทดแทนได้ ซึ่งเธอเองก็สนับสนุนการใช้น้ำมันผสมเอธานอลที่ผลิตจากข้าวโพด และสองคือกำหนดนโยบายรีไซเคิลกับทุกกิจกรรมในสนามแข่งรถ เช่น การแยกขยะที่ยังใช้ประโยชน์ได้ออกจากขยะทั่วไปเพื่อให้สะดวกต่อการส่งเข้ากระบวนการรีไซเคิล เป็นต้น

เลลานีตั้งใจจะไม่หยุดเดินหน้าเรื่องนี้ จนกว่ารถทุกคันในสนามแข่งจะขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ จนกว่ายางรถแข่งปลดระวางทุกเส้นจะถูกรวบรวมเข้ากระบวนรีไซเคิล จนกว่าทุกสนามแข่งจะมีถังขยะแยกขวดพลาสติกและกระป๋องเครื่องดื่มอะลูมิเนียมออกจากขยะอื่นๆ แล้วรวบรวมเข้ากระบวนการรีไซเคิล

 

3.

นักแข่งรถมืออาชีพกับนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมดูเป็นบทบาทขั้วตรงข้ามที่ยากจะย่นระยะห่างเข้ามาใกล้กัน เนื่องด้วยผู้มีใจฝักใฝ่ดูแลและเยียวยาโลกจำนวนมากไม่สนับสนุนการเผาทิ้งเชื้อเพลิงฟอสซิลในสนามทดสอบความเร็ว เพราะนั่นหมายถึงการทิ้งรอยตีนคาร์บอนขนาดมโหฬารโดยเจตนา ขณะเดียวกันแฟนๆ ขาซิ่งอีกนับไม่ถ้วนก็มิได้ให้ค่ากับวิถีชีวิตสีเขียวเท่าใดนัก

สองภาคความสนใจที่อยู่ร่วมในตัวตนของเลลานีจึงไม่เพียงสร้างเครื่องหมายคำถามในแววตาของผู้รับรู้ แต่ยังสร้างความรู้สึกย้อนแย้งสุดโต่งให้ใครหลายต่อหลายคน ทว่าเจ้าตัวกลับมองว่านี่คือโอกาสดีเยี่ยมของการก้าวข้ามพรมแดนความแตกต่างเพื่อสะกิดกลุ่มคนที่ห่างไกลการรับรู้ข้อมูลปัญหาโลกร้อน มลพิษสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ให้เหลียวมาดูเรื่องพรรค์นี้บ้าง

“ถ้าฉันเป็นนักชีววิทยา คงไม่มีใครตั้งใจฟังสิ่งที่ฉันพูดมากเท่าตอนนี้” เลลานีกล่าว

จริงดังว่า...ความย้อนแย้งอย่างสุดโต่งนั่นแหละที่กลายเป็นจุดขายและช่วยขยายความเป็นที่รู้จักของสาวนักซิ่งคนนี้ให้กว้างไกลมากกว่าแวดวงแข่งรถ

สำหรับกองเชียร์จำนวนหลักล้านไปจนถึงหลายสิบล้านที่ชมการแข่งรถทั้งในสนามจริงและหน้าจอทีวี เธอไม่ได้คาดหวังจะปลุกกระแสสีเขียวเข้มอะไรมากมาย แต่เลือกรณรงค์เรื่องง่ายๆ แค่ลดใช้ถุงพลาสติกด้วยการพกถุงผ้าไปช้อปปิ้งหรือเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน

“เพราะเมื่อคูณด้วยจำนวนผู้ชมหลายล้านคนที่ร่วมลงมือ สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ก็สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้” เธอคิด

ถึงวันนี้ สิ่งที่ลงมือมานานหลายปีพอจะสร้างรอยยิ้มให้เลลานีได้บ้าง อย่างน้อยทีมต้นสังกัดของเธอก็เริ่มลงมือแยกขยะเพื่อการรีไซเคิลพร้อมกับเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแอลอีดี

แต่ที่ทำให้ยิ้มได้กว้างที่สุด เห็นจะเป็นอีเมลจากแฟนคลับที่เขียนเข้ามาขอคำแนะนำในการจ่ายเงินปกป้องป่าฝนเขตร้อน โดยให้เหตุผลว่าเขาอยากอุปถัมภ์พื้นที่สีเขียวเพื่อมอบเป็นของขวัญวันเกิดภรรยา...เพียงเท่านี้หัวใจของเลลานีก็สุขล้นแล้ว
 

หมายเหตุ
สต็อกคาร์
คือ รถแข่งซึ่งมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนรถยนต์ที่แล่นอยู่ทั่วไปบนท้องถนน แต่ผ่านการดัดแปลงเครื่องยนต์และห้องโดยสารภายในให้เหมาะกับการขับขี่เพื่อแข่งขัน โดยประลองความเร็วกันในสนามรูปวงรี

โอเพ่น วีล คาร์ คือ รถที่นั่งเดียวซึ่งออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ รูปลักษณ์แตกต่างจากรถยนต์ที่แล่นอยู่ทั่วไปบนท้องถนนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะล้อทั้ง 4 ล้อที่ยื่นออกมานอกตัวถังรถในลักษณะเปิดโล่ง

ที่มาภาพประกอบ
munter 01 จาก http://edition.cnn.com/2010/LIVING/09/02/ost.racing.environmentalist/ind...
munter 02 จาก http://leilanimunter.com/11-12.08.htm

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

28 มิ.ย. 2553
25 ม.ค. 2553
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม