กองทุนภาษีสิ่งแวดล้อมVSกองทุนสิ่งแวดล้อม

กองทุนภาษีสิ่งแวดล้อมVSกองทุนสิ่งแวดล้อม
“ภาษีสิ่งแวดล้อม” เป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์และคนในแวดวงสิ่งแวดล้อมบ้านเราคุยกันมานานแล้ว แต่ที่กลายเป็นประเด็นร้อนก็เพราะคณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ. มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ. ภาษีสิ่งแวดล้อม เมื่อ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายตอบรับและฝ่ายต่อต้านจึงทะยอยกันออกมาแสดงความเห็น
ฝ่ายสนับสนุน เช่น กระทรวงการคลัง บอกว่าพรบ.นี้จะทำให้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายที่รับรู้กันมาเกือบยี่สิบปีแล้วจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ.2535 มาสู่ภาคปฏิบัติจริงๆ จังๆ เสียที ผ่านทางเครื่องมือเศรษฐศาสตร์ เช่น การเก็บภาษีที่คำนวณจากปริมาณการปล่อยของเสีย, ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ เช่น ขยะ , ค่าธรรมเนียมจากผลิตภัณฑ์ เช่น ในสภาพยุโรปและญี่ปุ่นบังคับให้ผู้ใช้จ่ายภาษีแบตเตอรีและยางรถยนต์ และการเก็บเงินจากการประกันความเสี่ยงที่จะทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ทว่าฝ่ายค้านที่มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เป็นตัวหลักอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้มีความทับซ้อนกับกฎหมายเดิม โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุน เพราะซ้ำซ้อนกับกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่
จึงขอพาย้อนกลับไปดู“สิ่งที่มีอยู่” โดยขอหยิบยกงานวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบและรูปแบบฟื้นฟูสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากภัยสารเคมีในเหตุการณ์ฉุกเฉินของ ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ แห่งสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สรุปความได้ว่า กองทุนสิ่งแวดล้อมก่อตั้งมาพร้อมกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 หรือเกือบยี่สิบปีแล้ว โดยมีเงินทุนเริ่มต้น 5,000 ล้านบาทจากกองทุนเชื้อเพลิงและเงินอุดหนุนอื่นๆ จากรัฐ ภารกิจหลักคือการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับราชการและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เอกชน และเอ็นจีโอเพื่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ของเสีย อากาศเสีย และส่งเสริมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีจุดเด่นคือแทรกแซงจากภายนอกยาก แต่จุดด้อยคือความขาดแคลนเงินทุนและไม่ครอบคลุมประเด็นสุขภาพ
ด้วยข้อจำกัดเรื่องขอบเขตโครงการนี้เอง ที่ทำให้นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรู้สึกขัดใจและเห็นว่าเป็นกองทุนที่ไร้ประโยชน์ต่อผู้ประสบภัยด้านสิ่งแวดล้อม เม็ดเงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับโครงการสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียที่หลายสิบแห่งไม่ได้เปิดใช้ แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมแบบ“เห็นจะๆ” เช่น กรณีชาวบ้านคลิตี้ล่าง จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับสารตะกั่วเกินมาตรฐานจนเจ็บป่วยกันทั้งหมู่บ้าน แต่ไม่สามารถนำเงินกองทุนสิ่งแวดล้อมมาเยียวยาเบื้องต้นได้ ชาวบ้านต้องหันไปใช้บริการด้านสาธารณสุขจากกองทุนประกันสุขภาพ หรือ “ทอดผ้าป่า” ระดมทุนในหมู่ประชาชนอย่างยากลำบาก
ส่วนประเด็น“แทรกแซงยาก” ซึ่งเป็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อยในเวลาเดียวกัน สะท้อนผ่านการอนุมัติโครงการใช้เงินจากกองทุนเมื่อปีที่แล้วที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอนุมัติเงินให้แก่โครงการของกระทรวงทรัพย์ฯ ถึง 2,256 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของเงินกองทุนทั้งหมด จนทำให้สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติคัดค้านการเร่งรีบอนุมัติ ซึ่งอาจเข้าข่ายใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ เลือกปฏิบัติ และไม่เป็นธรรม
“สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้เสนอโครงการขอรับการอุดหนุน ‘โครงการ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายภาคประชาสังคมและท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมในการใช้กฎหมายจัดการทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อป้องกัน ควบคุมปัญหามลพิษทางอากาศและหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่’ วงเงินเพียง 6.9 แสนบาท มีความเร่งด่วนเสียยิ่งกว่าโครงการของกระทรวงทรัพย์ฯ เสียอีก กลับไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการฯ และ/หรือคณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อมเลย” ข้อความในแถลงการณ์
ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวไว้ในงาน “ชำแหละภาษีสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์จริงหรือ?” ว่า การนำเงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่มาใช้นั้นมีความล่าช้า เพราะต้องการผ่านกระบวนและขั้นตอนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่กองทุนใน พ.ร.บ.ภาษีสิ่งแวดล้อมจะมีรูปแบบการบริหารจัดการแบบเดียวกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มีความคล่องตัวและมีการกำกับและมีการตรวจสอบจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงการคลัง, กระทรวงอุตสาหกรรม,กระทรวงพลังงาน, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข
เมื่อทดลองทำ“สิ่งที่มีอยู่” มาถึงยี่สิบปีแล้วแต่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์เริ่มต้นของกฎหมาย ก็ควรเปิดใจให้คนกลุ่มใหม่ที่มีความหลากหลายกว่านำวิธีการใหม่ๆ ที่ผ่านการพิสูจน์ในต่างประเทศมาแล้วว่าได้ผลลองทำดูบ้าง
มิเช่นนั้นกระทรวงทรัพย์ฯ จะถูกกล่าวหาแบบไม่มีข้อแก้ตัวว่าหวงแหนอำนาจและแย่งชิงผลประโยชน์ใส่ตัวโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน
อ่านรายละเอียดภาษีกองทุนสิ่งแวดล้อมได้ ที่นี่
