อยู่แบบไม่ใช้ตังค์ VS อยู่แบบไม่มีตังค์

อยู่แบบไม่ใช้ตังค์ VS อยู่แบบไม่มีตังค์
ขณะที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ใฝ่ฝันถึง “อิสรภาพทางการเงิน” ซึ่งหมายถึงการมีเงินมากพอใช้ไปตลอดชีวิตโดยไม่ต้องทำมาหากินอีกต่อไป แต่คุณมาร์ค บอย์ล (Mark Boyle) เขาคิดถึงอิสรภาพอีกแบบหนึ่งซึ่งต่างกันสุดขั้ว นั่นคือการอยู่โดยไม่ใช้เงินเลย
เขาบอกว่าแรงบันดาลใจครั้งแรกเกิดขึ้นในผับ หลังจากพูดคุยกับเพื่อนผู้ห่วงใยโลกและสังคมทั้งหลาย ทั้งเรื่องโลกร้อน การทำลายสิ่งแวดล้อม การทดสอบอาหารและเครื่องสำอางกับสัตว์ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าหนทางแก้ปัญหาที่เพื่อนๆ ยกมาล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น
แล้วเขาก็เริ่มต้นวิธีของตัวเองด้วยการ “บอกลา” วิถีชีวิตแบบเดิมๆ ขายบ้านเรือ ลาออกจากงานประจำ หันมาอยู่บ้านรถที่จอดอยู่ในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่เขาทำงานอาสาสมัครอาทิตย์ละ 3 วัน ปลูกผักกินเอง ใช้เตาถ่าน ซักผ้าด้วยมือ สิ่งที่เคยซื้อเช่นยาสีฟัน ก็หันมาใช้กระดูกปลาป่นละเอียดผสมเมล็ดพืชแทน ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซล่าร์เซลล์ที่ติดตั้งมาก่อนเริ่มต้นการทดลองใช้ชีวิตแบบนี้ หันไปฟังเสียงนกเสียงกาแทนเสียงเพลงจากไอพอด และมีโทรศัพท์มือถือที่ใช้เฉพาะรับสายเข้า (ไม่อยากโทรออกให้เสียเงิน)
ภาพ : www.guardian.co.uk
หนึ่งปีผ่านไปเขาเขียนหนังสือบอกเล่าประสบการณ์ออกมาหนึ่งเล่มเรื่อง “ชายผู้ไร้เงิน : หนึ่งปีแห่งการใช้ชีวิตอิสระจากระบบเศรษฐกิจ” (The Moneyless Man : A Year of Freeconomic Living) แต่จะทำได้นานแค่ไหนต้องติดตามตอนต่อไป
ในยุคที่โลกกำลังถูกท้าทายจากมหันตภัยทั้งจากธรรมชาติและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจนทำให้มนุษย์ต้องหันกลับมาทบทวนวิธีการใช้ชีวิตที่เป็นอยู่เช่นนี้ มีฝรั่งนักทดลองใช้ชีวิตแบบใหม่ๆ บอกเล่าผ่านหนังสือประเภท “หนึ่งปีที่ไม่...” โด่งดังหลายเล่ม
ส่วนคนไทย ถ้าไม่นับ “หนึ่งเดือนกับเด็กหญิงไม่ซื้อ” ของเด็กหญิงออย แห่งสำนักพิมพ์โลกสีเขียวที่คุณๆ คงผ่านหูผ่านตาไปบ้างแล้ว อีกหนึ่งการทดลองใช้ชีวิตที่ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือที่น่าหยิบมาเล่า ก็คือชีวิตของคุณสุปรียา ห้องแซง ในชื่อ “สุขนอกสูตร” ของแพรวสำนักพิมพ์ ที่จ่าหัวเอาไว้แสนเก๋ว่า “เมื่อสาวธรรมศาสตร์วางปริญญาเพื่อไปทำนา...เรื่องจริงยิ่งกว่านิยายที่จะทำให้คุณค้นพบว่า...ความสุขเกิดจากความกล้าหาญในการใช้ชีวิต”
ใน “สุขนอกสูตร” ผู้เขียนที่เติบโตจากชนบทที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมในอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร “หักดิบ” ชีวิตจากการเป็นนักเขียน-นักข่าว ผันตัวเองไปทำนาที่บ้านเกิดท่ามกลางความไม่เข้าใจของพ่อแม่ที่อุตส่าห์ส่งลูกเรียนจบปริญญาหวังให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน
แน่นอนว่าการทดลองใช้ชีวิตที่ “สวนกระแส” ไม่ได้ราบรื่นหรือแฮปปี้เอ็นดิ้งเหมือนนิยายรัก “กลับบ้านเรานะรักรออยู่” การทดลองครั้งแรกล้มเหลว เธอหวนกลับสู่เมืองเพื่อหางานทำ ทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครเก็บข้อมูลชาวเขาบนดอย ไปทดลองเป็นเกษตรกรในที่ดินของคนอื่นที่เชียงดาว หรือแม้แต่เป็นสาวใช้ในบ้าน “คุณผู้หญิง” ที่ชีวิตไม่ได้ราบรื่นเหมือนชีวิตคุณหนูจบปริญญาตรีปลอมตัวมาเป็นคนใช้เพื่อทำวิทยานิพนธ์ในละครทีวี
ตอนจบของหนังสือที่ไม่ใช่ตอนจบของการทดลองใช้ชีวิตที่เข้มข้นเหลือหลาย เธอหวนกลับไปเป็นชาวนาที่บ้านเกิดอีกครั้ง ซึ่งเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือต้องระหกระเหินกลับมาหางานทำเพื่อเอาเงินกลับไปทำนาอีกครั้งหรือไม่
คนโน้นก็เล่าคนนี้ก็เล่า ฉันเองก็อยากเล่าประสบการณ์เล็กๆ ของตัวเองบ้างเหมือนกัน
ตอนที่ฉันบอกลางานประจำจากเมืองกรุงกลับไปอยู่บ้านเกิดนั้น ไม่ได้มีอุดมการณ์อันแรงกล้าว่าจะละทิ้งระบบบริโภคนิยมแบบคุณมาร์ค และไม่ได้คิดจะกลับไปเรียนรู้วิถีชีวิตของบรรพบุรุษเหมือนคุณสุปรียา แค่รู้สึกว่าอยากมีเวลาว่างเยอะๆ และใช้ชีวิตแบบ “เอื่อยๆ” ตามประสาคนที่ติด “สุขนิยม” แต่กลัวจะเอื่อยเกินไปเลยตั้งเป้าให้กับตัวเองว่าจะหยุดซื้อเสื้อผ้าใหม่สักปี ความตั้งใจจริงผสมกับรูปแบบชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ไม่ต้องสังสรรค์เข้าสังคมเหมือนแต่ก่อนเลยทำได้ไม่ยากและทำได้เกินหนึ่งปีเสียด้วยซ้ำ
ฉันทดลองปลูกผักกินเองและจัดการกับที่ดินรกๆ จนงูเงี้ยวเขี้ยวขอมาอาศัยแถวข้างบ้าน ตอนนี้กำลังสนุกกับการกำจัดหญ้าหน้าฝน เพราะค้นพบวิธีใหม่ด้วยตัวเอง (คงเป็นวิธีที่ชาวบ้านเขาทำกันมานานแล้ว) ว่าไม่ต้องใช้เครื่องตัดหญ้าให้เสียน้ำมัน ใช้ยาฆ่าหญ้าให้เสียดิน หรือขุดดายให้เสียเรี่ยวแรง แค่เอาเคียวด้ามยาวๆ ล้วงเข้าไปใต้พงใหญ่เกี่ยวรากออกแรงดึงสักหน่อย พงหญ้าหนาทึบด้านบนก็เหี่ยวแห้งสิ้นฤทธิ์ แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่า “แก้ปัญหาถูกจุด”
ฉันค้นพบว่าการทดลองจะท้าทายและสนุกก็ต่อเมื่อมีความตั้งใจจริง แต่ไม่ “เอาเป็นเอาตาย” หรือ “สุดโต่ง” “เชื้อชวน” แต่ไม่ใช่ “บังคับขืนใจ” มิเช่นนั้นจะทำได้ไม่นาน เฝ้านับวันรอว่า เมื่อไหรจะถึงเดือนหรือปีที่กำหนด เพื่อที่จะออกจากช่วงชีวิตที่แสนทรมานแบบนี้เสียที
อีกสิ่งหนึ่งที่ค้นพบคือยิ่งกำจัดสิ่งที่เคยคิดว่า “จำเป็น” ออกไปจากชีวิตมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งใช้เงินน้อยลง ซึ่งนั่นหมายถึงการทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องน้อยลง มีเวลา “เอื่อย” หรือทำประโยชน์อื่นมากขึ้น รวมทั้งทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยลงด้วย ดังที่คุณแอนนี่ เลนนาร์ด แห่ง the story of stuff เธอสรุปให้ฟังภายในคลิป 20 นาทีว่า ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทางของ “สิ่งของ” ในโลกนี้ล้วนเริ่มต้นจากการขุด-ใช้ทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าไม้ แร่ธาตุ ระหว่างทางมีการดูดซับเรี่ยวแรงจากผู้คนผู้ด้อยโอกาส และซื้อหาโดยผู้บริโภคที่ถูกกระตุ้นด้วยระบบบริโภคนิยม เพื่อที่จะลงท้ายที่ถังขยะ ดังนั้นยิ่งซื้อมาก็ยิ่งทำลายทรัพยากรมาก
รู้ทั้งๆ รู้ แต่สิ่งที่ยากและเป็นปัญหาเฉพาะตนอยู่ขณะนี้ก็คือ คนแต่ละคนให้ค่ากับสิ่ง “จำเป็น” แตกต่างกัน และพฤติกรรมที่น่ากลัวของมนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆ ท่านๆ ก็คือ เมื่ออยากได้สิ่งใดก็มักหาเหตุผลให้กับตัวเองสารพัดว่า “จำเป็น”
คุณแอนนี่ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่าเธอจำเป็นต้องใช้แบล็คเบอรี่เพราะต้องเดินทางและสื่อสารด้วยอีเมล
ส่วนคนจนผู้ยิ่งใหญ่ของวงคาราบาวเขาก็บอกว่า “ทีวีตู้เย็นจำเป็นต้องใช้”
ฉันเองตอนนี้ก็กำลังคิดหลายตลบว่าควรจะถอยไอโฟนราคาหลายหมื่นที่ผลิตจากโรงงานในเมืองจีนที่เอาเปรียบแรงงานจนคนงานฆ่าตัวตายกันเป็นว่าเล่นออกมาสักเครื่องเพราะ “จำเป็น” หรือไม่
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ก็ตัวเรานั่นแหละจะคิดตกหรือไม่ว่าอยากจะอยู่แบบไม่ใช้ตังค์ หรืออยู่แบบคนไม่มีตังค์ อยากมีอิสรภาพทางการเงินในอีกยี่สิบหรือสามสิบปีข้างหน้า หรือเริ่มต้นทดลองมีอิสรภาพแห่งชีวิตตั้งแต่วันนี้
