ฮอว์กิง...คุณจะทิ้งโลกใบนี้ไปจริงๆ หรือ?

ภัสน์วจี  ศรีสุวรรณ์

ฮอว์กิง...คุณจะทิ้งโลกใบนี้ไปจริงๆ หรือ?

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

บางทีก็ไม่เข้าใจว่าพวกอัจฉริยะเขาคิดอะไรอยู่และควรฟังเขาหรือไม่

สตีเฟ่น ฮอว์กิงเป็นนักฟิสิกส์ที่ว่ากันว่าเป็นอัจฉริยะน้องๆ ไอน์สไตน์ ผู้นอกจากจะโด่งดังจากการผลิตทฤษฎีด้านจักรวาลใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องแม้จะถูกโรคร้ายรุมเร้าจนเป็นอัมพาตเต็มตัว พูดและเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ เขายังสร้างความฮือฮาแก่ชาวโลกด้วยความคิดใหม่และบางทีก็แปลกๆ อีกด้วย

ล่าสุดเขาเพิ่งออกมาบอกชาวโลกว่า “เราย้ายไปอยู่ดาวดวงใหม่กันเถอะ เพราะโลกใบนี้เสียหายเกินจะเยียวยาเสียแล้ว” เป้าหมายก็คือกลุ่มดาวหรือกาแล็กซีนับหมื่นกลุ่มที่แต่ละกาแล็กซีมีดาวนับล้านดวง...ต้องมีดาวสักดวงที่มีสภาพเหมาะกับชาวโลกบ้างหละน่า

ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนเขาออกมาบอกผ่านรายการสารคดีUniverse beginsในช่อง Discoveryของบีบีซีว่าอย่าติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวเด็ดขาด เพราะมนุษย์ต่างดาวเป็นเหมือนโคลัมบัสค้นพบอเมริกาตรงที่เป็นผู้นำโรคติดต่อร้ายแรงไปสู่ชาวพื้นเมือง อ่านแล้วสิ้นหวังค่ะที่นักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลกมองโลกแบบไร้ความผิดชอบและยอมแพ้กันง่ายๆ เช่นนี้

เอ...หรือว่าจะตีความเจตนารมณ์ของคุณฮอว์กิงผิด?

ไม่น่าจะใช่ เพราะเมื่อปีก่อนที่เขาบินไปท่องอวกาศเขาก็บอกชัดเจนว่าเหตุผลหนึ่งที่เขาบินเพราะเขาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้เสี่ยงกับการถูกกวาดล้างจากหายนภัยจากภาวะโลกร้อน สงครามนิวเคลียร์ และไวรัสตัดต่อพันธุกรรม มนุษย์จึงต้องออกไปสู่ห้วงอวกาศเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์เอาไว้

ถ้าเชื่ออย่างที่เขาพูดก็ต้องมานั่งคิดต่อว่า เราสามารถหาดวงดาวที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับมนุษย์อันเปราะบางได้หรือยัง

คำตอบคือยังไม่มี

คำถามต่อไปคือจะมีชาวโลกสักกี่คนที่มีความพร้อมที่จะย้ายไปสู่ดาวดวงใหม่ได้และจะมีชาวโลกหลงเหลืออยู่บนโลกที่คุณฮอว์กิงบอกว่าเสียหายเกินเยียวยาจำนวนมหาศาลเพียงไร และจะเอาชาวโลกผู้ยากจนหลายพันล้านคนไปไว้ที่ไหน

เมื่อหลายสิบปีที่แล้วมีนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องหนึ่งเขียนไว้ว่า หากชาวโลกต้องย้ายไปอยู่ต่างดาวจริงๆ ก็ควรทิ้งประชากรไว้สักพันล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่หนาแน่นแออัดเกินกว่าที่โลกจะรับไหว

...นั่นมันแค่ส่วนหนึ่งของคนอินเดียหรือคนจีนเท่านั้นเองนะ แล้วจะเอาคนบังคลาเทศ อินโดนีเซีย ซูดาน หรือแม้แต่คนไทยตาดำๆ ไปไว้ที่ไหน?

โอย...ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวและน่าเศร้า

เศร้าตรงวิธีคิดที่ว่า เราจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ทำลายแผ่นดินของตัวเองแล้วสะบัดก้นทิ้งไปอย่างไม่ไยดีและไร้ความรับผิดชอบจริงหละหรือ? เราจะรุกรานโลกและล่าอาณานิคมไปถึงไหน?

คิดมาคิดไปสุดท้ายดวงตาเห็นธรรมว่า แทนที่จะคิดในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงและเป็นไปไม่ได้...อย่างน้อยก็ในฐานะประชากรชั้นล่างผู้หาตั๋วไปสู่โลกใหม่ไม่ได้... แทนที่จะคิดหาวิธีหนีไปจากโลกใบนี้หรือคิดว่าโลกร้อนจริงหรือไม่ สู้หันมาทำอะไรที่จับต้องได้และทำให้เกิดความหวังทั้งต่อคนรุ่นเราและคนรุ่นหลังดีกว่า

วินาทีนี้จะใช้ถุงผ้า แยกขยะ ลดการใช้ถุงพลาสติก ประหยัดพลังงาน ปั่นจักรยาน ทำงานอยู่กับบ้าน หรือรณรงค์ยกเครื่องระบบการบริโภคยุคทุนนิยมก็ทำไปเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นอายเด็กอนุบาลที่ลุกขึ้นมาแยกขยะ หรือชาวพม่าในเมืองพุกามที่ขึ้นป้ายกลางเมืองว่า Plastic Free Zone เขานา

ไอน์สไตน์เคยบอกว่าจินตนากรสำคัญกว่าความรู้ แต่กรณีนี้ฉันว่าการอยู่อย่างมีความหวัง มองโลกในแง่ดี และลงมือกระทำนั้นจรรโลงใจกว่าการนั่งจินตนาการมองดาวอันไกลโพ้นโดยไม่ทำอะไรเยอะเลย

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

9 มี.ค. 2554
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม