Ecocide...ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นิเวศ

Ecocide...ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นิเวศ
เหตุการณ์น้ำมันทะลักจากบ่อน้ำมันใต้ทะเลในอ่าวเม็กซิโกของบริษัทน้ำมันบีพีนั้นสร้างสถิติโลกทั้งในเรื่องปริมาณน้ำมัน ความยากลำบากและความยาวนานในการยุติการรั่วไหล และความสูญเสียต่อระบบนิเวศ จนนำมาสู่การณรงค์ให้ใช้กฎหมายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระบบนิเวศ ประหนึ่งเดียวกับคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์หรืออาชญากรสงครามเลยทีเดียว
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ล่วงเลยมาเดือนกว่า ปัจจุบันยังมีน้ำมันดิบไหลออกมาวันละ 5 แสนแกลลอน ปริมาณน้ำมันแผ่ขยายจากชายฝั่งรัฐลุยเซียนาออกไปไกลถึง 110 กิโลเมตร และยังไม่มีทีท่าว่าจะอุดรูรั่วนี้ได้
ก่อนหน้านี้คุณอาจคุ้นหูกับคาถาสะกดจิตของนักวิทยาศาสตร์แทบทุกแขนงว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกอย่างสามารถแก้ได้ ถ้าเทคโนโลยีถึงและเงินถึง แต่เหตุการณ์นี้พิสูจน์ว่าไม่ใช่
หลังเกิดอุบัติเหตุ บีพีเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยการสร้างโดมยักษ์ขนาด 125 ตันเพื่อครอบน้ำมันที่รั่วไหล...ล้มเหลว
ต่อมาใช้วิธีสร้างท่อความยาวนับไมล์เพื่อดูดน้ำมัน..ไม่สำเร็จ
ใช้แผน “ท็อปคิลล์” โดยนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและโคลนจำนวนมหาศาลฉีดเข้าไปอุดรูรั่ว...ไม่ได้ผล
ปฏิบัติการล่าสุดคือใช้หุ่นยนต์ลงไปตัดท่อส่วนที่เสียหายและอุดรูรั่ว...บริษัทพีบีบอกว่าไม่รับประกันผลงาน เพราะไม่เคยใช้เทคโนโลยีนี้กับความลึกใต้ท้องทะเลถึง 1,524 เมตรมาก่อน
ล่าสุดประธานาธิบดีบารัก โอบาม่าลงพื้นที่และประกาศว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยสั่งให้เพิ่มกำลังคนทำความสะอาดคราบน้ำมันเป็น 3 เท่า จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 20,000 คน
แต่ดูเหมือนเทคโนโลยีที่มีอยู่ กำลังคน และเงินตรามหาศาลไม่อาจเป็นเครื่องรับประกันได้ว่าจะหยุดยั้งการรั่วไหลนี้ได้โดยเร็ว มีผู้ประมาณการแบบเลวร้ายสุดๆ ว่าการรั่วไหลนี้อาจยาวนานไปถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งระหว่างนี้เป็นช่วงพายุเฮอริเคนเสียด้วย
มิเพียงแต่ปัญหาการอุดรูรั่วเท่านั้น ปริมาณน้ำมันมหาศาลที่แพร่กระจายครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ทั้งในท้องทะเลและชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำจำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐอเมริกาก็เป็นปัญหาใหญ่ที่รออยู่ โดยทั้งน้ำมันและสารเคมีกำจัดคราบน้ำมันจำนวนมหาศาลจะกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในทะเล ซึ่งมีทั้งสัตว์เศรษฐกิจอย่างปลาทูนาครีบน้ำเงินและสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างพะยูน
ตอนนี้จึงมีนักกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมใช้เหตุการณ์นี้รณรงค์ให้มีกฎหมายการฆ่าเผ่าพันธุ์ทางนิเวศ (ecocide)โดยให้จัดอยู่ในส่วนหนึ่งของศาลอาชญากรรมสากล (International Criminal Court) ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมเพียงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (crimes against humanity) อาชญากรรมสงคราม (war crimes) และอาชญากรรมเกี่ยวกับการรุกราน (the crime of aggression) เท่านั้น

ภาพ: www.calacademy.org
เนื้อหาสาระของกฎหมายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นิเวศก็คือให้ผู้กระทำความผิดรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญคือต้องจับซีอีโอและผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้นเข้าคุกเสียให้เข็ด จะได้ไม่สั่งการหรือลงมือกระทำโครงการที่มีความเสี่ยงภัยต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้น และเหตุที่ต้องผลักดันให้เข้าศาลอาชญากรรมสากลก็เพราะหากเกิดเหตุในประเทศเล็กๆ ที่ขาดอำนาจต่อรอง บริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลกำไรสูงกว่ารายได้ประชาชาติของประเทศเล็กๆ ก็จะต้องหันมารับผิดชอบ
เหตุผลที่องค์กรและนักกฎหมายเหล่านี้ใช้เรียกร้องให้มีกฎหมายนี้เป็นเรื่องที่ฟังขึ้นทีเดียว กลุ่มองค์กร Public Citizen บอกว่าจากประสบการณ์พบว่าการเสียค่าปรับไม่ใช่วิธีป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซาก เพราะเมื่อเทียบกับผลกำไรมหาศาล เงินค่าปรับแค่นี้ถือว่ายิ่งกว่าจิ๊บๆ โดยระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2544-2552 บริษัทบีพีมีกำไรถึง 164 พันล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้ก็มีกำไรแล้วถึง 5.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเดียวกันบีพีจ่ายค่าปรับที่ละเมิดกฎหมายต่างๆ เป็นเงินแค่เศษหนึ่งส่วนสามของผลกำไร 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ต่อให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการระงับเหตุครั้งนี้ซึ่งประมาณการกันว่าจะสูงถึง 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก็ยังถือว่าคุ้ม
ด้วยเงินค่าปรับอันน้อยนิดและผู้บริหารไม่ต้องรับผิดทางอาญา บริษัทเหล่านี้จึงยอมเสียค่าปรับมากกว่าปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
คุณเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้หรือไม่?
เรื่องนี้แม้จะเกิดเหตุที่อ่าวเม็กซิโกแต่โปรดอย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะใต้ท้องทะเลไทยมีแท่นขุดเจาะน้ำมันหลายแห่ง ปัจจุบันเริ่มส่งผลกระทบ จนชาวประมงขนาดเล็กในจังหวัดสงขลาต้องปิดอ่าวเพื่อเรียกร้องความเสียหายจากการจับปลาไม่ได้อยู่เนืองๆ และเมื่อถึงวันนั้น...วันที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เราอาจต้องเรียกร้องให้มีกฎหมายฉบับนี้ก็ได้
