โรงไฟฟ้านิวเคลียร์…ข่าวสารที่หายไป

ภัสน์วจี  ศรีสุวรรณ์

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์…ข่าวสารที่หายไป

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

ขณะนั่งอยู่ที่อ่าวท้องชิง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช อ่าวเล็กๆ ที่มีรีสอร์ตเพียงหนึ่งแห่งกับบ้านชาวบ้านอีกสองหลัง เพื่อรอดูโลมาสีชมพูที่มักมาปรากฏตัวในช่วงคลื่นลมสงบที่หน้าอ่าว ฉันนึกถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

คนที่นี่บอกว่าที่ดินโดยรอบถูกนายทุนกว้านซื้อไปหมดแล้ว บ้างว่าเพื่อเตรียมไว้สำหรับสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บ้างว่าจะสร้างเป็นเขตอุตสาหกรรมเพื่อรองรับความหนาแน่นจากมาบตาพุด

ดูเหมือนว่าในช่วงที่ข่าวการเมืองหลากสีครองพื้นที่สื่อกระแสหลัก คนไทยตกข่าวใหญ่ที่เป็นกระแสโลกไปหลายข่าว ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐฯ ประกาศให้เงินกู้หลายแสนล้านบาทเพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในรอบสามสิบปีด้วยข้ออ้างเพื่อลดภาวะโลกร้อนและเป็นพลังงานทางเลือก

ข่าวมหาเศรษฐีบิลล์ เกตส์ ออกมาบอกความปรารถนาของตัวเองจนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกว่าพลังงานทางเลือกในยุคโลกร้อนจะต้องเป็นพลังงานนิวเคลียร์เท่านั้น

ข่าวที่น่ายินดีแบบชั่วคราวในบ้านเรา “โอบามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตีกลับแผนพลังงานไฟฟ้า 2010 ที่ในแผนบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ถึง 5 โรง โดยให้เหตุผลว่าประชาชนยังไม่ยอมรับ  ที่บอกว่า “ชั่วคราว” เพราะไม่รู้ว่า “มัน” จะกลับมาอีกเมื่อไหร่

มีข่าวหนึ่งที่ไม่ควรพลาด แต่กลับกลายเป็นแค่ข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นคือข้อมูลที่น่าตกใจในหนังสือ “เชอร์โนบิล : ผลพวงของมหันตภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม” (Chernobyl: Consequences of the Catastrophe for People and the Environment) ที่บอกว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ทั่วโลกเกือบ 1 ล้านคน!

หนังสือเล่มนี้เปิดตัวในวันครบรอบ 24 ปีการระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ในประเทศสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2529 เขียนโดยอเลกซี ยาโบลคอฟ แห่งศูนย์นโยบายสิ่งแวดล้อมรัสเซียในมอสโก และวาสสิลี เนสเตเรนโก จากสถาบันความปลอดภัยด้านรังสี ในเมืองมินสก์ ประเทศเบลารุส ซึ่งได้จากการเก็บข้อมูลข่าวและบทความที่ผ่านการตีพิมพ์ในภาษาสลาฟจำนวน 5,000 ชิ้น โดยเป็นเอกสารที่หาไม่ได้ในภาษาอังกฤษ

ผู้เขียนประเมินว่าระหว่างปี พ.ศ. 2529-2547 มีคนตายทั่วโลกจากเหตุการณ์นี้ถึง 985,000 คน ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานพลังงานปรมาณูสากล (IAEA) บอกว่าช่วงแรกมีผู้เสียชีวิตเพียง 31 คน จากผู้สัมผัสรังสี 830,000 คน จนถึงปี พ.ศ. 2548 มีคนตาย 9,000 คนและป่วย 200,000 คน

ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์เดียวกันจะมีตัวเลขผู้เสียชีวิตและเจ็บป่วยที่แตกต่างมากมายถึงขนาดนี้---หลักหมื่นต่อหลักล้าน!

มองในอีกมุมหนึ่ง ขนาดเรื่องใหญ่อย่างจำนวนคนตายยังบิดเบือนกันได้ถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับเรื่องที่เล็กกว่าอย่างการปิดข่าวสถานที่ก่อสร้างจริงหรือปล่อยข่าวลวงเพื่อสร้างความสับสนมึนงงให้กับกลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่กำลังก่อตัวขึ้นทั่วทุกหัวระแหง

ความฮอตฮิตและการถูกผลักให้เป็นทางเลือกหลักของพลังงานทางเลือกนี้เองที่ทำให้ผู้บริโภคข่าวสารอย่างเราเข้าถึงข่าวสารด้านที่สองของพลังงานนิวเคลียร์ยากขึ้น  ลำพังการแย่งชิงพื้นที่ข่าวจากข่าวการเมืองใหญ่ๆ ก็ยากยิ่ง พื้นที่ข่าวซึ่งเหลือน้อยนิดยังเป็นถูกแย่งชิงจากข่าวที่เบี่ยงเบน บิดเบือน และมอมเมา ทั้งในรูปแบบ “ซื่อๆ” และ “ลับ ลวง พราง”
 
ดิฉันยังไม่หายมึนงงแกมหงุดหงิดกับกลยุทธ์ของหน่วยงานรัฐบางแห่งที่มีหน้าที่โปรโมตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้วิธีลักไก่ซื้อพื้นที่โฆษณาในนิตยสารดังที่น่าเชื่อถือเพื่อโฆษณาข้อดีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยใช้วิธีการเขียนและการจัดหน้าเหมือนจงใจให้ผู้อ่านคิดว่าเป็นเรื่องที่จัดทำโดยทีมงานของนิตยสารนั้น...ซึ่งน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักที่สมดุล  ที่สำคัญและน่าหงุดหงิดเหมือนถูกหลอกก็คือ ไม่มีตัวอักษรแสดงให้เห็นสักนิดว่าเป็น “พื้นที่โฆษณา”

มิเพียงเท่านั้น ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ข่าวชื่อดังยังมีคนของทีมโปรโมตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เหล่านี้ไปเปิดบล็อกเชียร์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างออกหน้าออกตา ปล่อยบทความความมหัศจรรย์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกมาเป็นชุดราวกับซีรีส์ดัง

หากเป็นเช่นนี้ การระดมความคิดเห็นหรือการประชาพิจารณ์ใดๆ ก็ไร้ความหมาย เพราะจะมีประชาชนตาดำๆ สักกี่คนที่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลด้านที่สอง

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

9 มี.ค. 2554
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม