“เซเล็บ” ลดโลกร้อน

คุยข่าวสีเขียว

“เซเล็บ” ลดโลกร้อน

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

คุณคิดว่า “เซเล็บ” ที่เรียงแถวออกมาทำกิจกรรมลดโลกร้อนแบบรายวัน ช่วยโน้มน้าวให้คุณเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้มากแค่ไหน?

คำตอบคือ “ไม่มากนัก” เพราะเนื้อหาสาระที่พวกเขาและเธอสื่อสารต่อสังคมนั้นซ้ำซาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดารากับถุงผ้า แทบไม่มีเนื้อหาเชิงคุณภาพที่ทำให้ผู้รับสาร “เรียนรู้” เรื่องสิ่งแวดล้อมเลย

นี่คือข้อสรุป หลังจากดิฉันได้มีโอกาสรับฟังการนำเสนองานวิจัยในการเสวนาเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาระดับประเทศครั้งที่ 3 เรื่อง “คุณค่าของข่าวสิ่งแวดล้อมกับการเรียนรู้ในสังคมไทย กรณีศึกษา: การนำเสนอข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสื่อ” ของคุณเจษฎา ศาลาทอง นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้เคยมีการงานวิจัยลักษณะเดียวกันเรื่อง “ข่าวโลกร้อนในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ” ที่เก็บข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทั่วโลก ทั้งในยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ตะวันออกกลาง เอเชีย ยุโรปตะวันออก และแอฟริกาใต้ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เป็นไปในทางเดียวกัน นั่นคือ ปริมาณข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์จะเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดข่าวร้ายหรือเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น ในปี 1990 การเสนอข่าวพุ่งสูงถึง 2,250 ข่าวเพราะมีการออกรายงานโลกร้อนครั้งแรกของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)  หลังจากนั้นข่าวโลกร้อนก็ลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1,000 ข่าวต่อปี ต่อเนื่องถึง 7 ปี จนกระทั่งในปี 1997 การประชุมพิธีสารเกียวโตทำให้ข่าวโลกร้อนพุ่งขึ้นมาระดับ 2,000 ข่าว ส่วนในปี 2001 ซึ่งมีการออกรายงานโลกร้อนครั้งที่ 3 ของ IPCC ปริมาณข่าวโลกร้อนพุ่งขึ้นมาเป็นระดับ 3,000 ข่าว และนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา การเสนอก็พุ่งสูงขึ้นเป็นยอดแหลมเปี๊ยบ โดยเฉพาะในปี 2006 ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญคือการออกรายงานของสเติร์น (Stern Review) และการเปิดตัวภาพยนตร์สารคดีเรื่อง An Inconvenience Truth

ในประเทศไทยคุณเจษฎาได้ศึกษาโดยเลือกหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับคือไทยรัฐเป็นตัวแทนของหนังสือพิมพ์หัวสี มติชนเป็นตัวแทนหนังสือพิมพ์ข่าวเชิงคุณภาพ และบางกอกโพสต์เป็นตัวแทนของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ โดยใช้ฐานข้อมูลจากห้องสมุดมติชน โดยรวบรวมข่าวที่ใช้คำสำคัญ (keyword) ว่า  “โลกร้อน” และ “การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ระหว่างปี 1997-2008 พบว่านับตั้งแต่ปี 1997-2002 ปริมาณข่าวโลกร้อนในหนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับอยู่ในระดับเลขหลักเดียวเท่านั้น แต่นับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับหนังสือพิมพ์ทั่วโลก  โดยเฉพาะในปี 2007 ปริมาณการเสนอข่าวในหนังสือพิมพ์มติชนพุ่งกระฉูดไปที่ 400 ข่าวต่อปี ส่วนไทยรัฐและบางกอกโพสต์ก็พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับเกือบ 200 ข่าวเท่ากัน

แม้ดูจากปริมาณข่าวจะน่าชื่นใจ แต่ผู้ศึกษาตั้งข้อสังเกตว่าข่าวส่วนใหญ่กลับเป็นข่าวดาราและคนดังออกมาพูดเรื่องโลกร้อนในเชิงแฟชั่นและขาดข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น ข่าวในมติชน วันที่ 23 ตุลาคม 2550 หน้า 36 “ประกาศเจตนารมณ์ของหนุ่มสาวยุคใหม่ไฟแรง ที่จะรวมพลังกันต่อสู่กับปัญหาสภาวะโลกร้อนที่คุกคามสิ่งมีชีวิตบนโลกอันสวยงาม.....โดยคัดเลือก 100 หนุ่มโสด มาพบกับ 100 สาวโสด มารวมตัวกันเพื่อจุดประกายและปลูกจิตสำนึกให้สังคมตระหนักถึงปัญหานี้โดยจัดให้มีแฟชั่นโชว์ที่สื่อถึงการช่วยลดภาวะโลกร้อน...”

ผู้ศึกษาสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่าปริมาณข่าวโลกร้อนที่เพิ่มมากขึ้นสามารถบอกได้ถึงความร้อนแรงของกระแสโลกร้อนในสื่อไทย แต่ปริมาณข่าวที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดว่าสังคมเกิดกระบวนการเรียนรู้เรื่องโลกร้อน!

พูดง่ายๆ ก็คือสังคม “รับรู้” เรื่องโลกร้อนผ่านสื่อ แต่ข่าวสารเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดการ “เรียนรู้” แต่อย่างใด

ท่ามกลางข่าวโลกร้อนนับร้อยข่าวนี้ มีข่าวหน้าหนึ่งเป็นเลขหลักเดียว ซึ่งผู้ศึกษาบอกว่าการทำให้ข่าวสิ่งแวดล้อมขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ได้นั้นยากยิ่งนัก ส่วนใหญ่ต้องโหนกระแสคนดัง เช่นข่าวรองประธานาธิบดีอัลกอร์ได้รับรางวัลโนเบล บ้างต้องอาศัยกำลังภายในของนักข่าวสิ่งแวดล้อมร่วมกับหัวหน้าข่าวที่มีพื้นฐานความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเหนือสิ่งอื่นใดคือต้องอาศัย “โชคช่วย” ดังเช่นกรณีข่าวหน้า 1 จากมติชน ฉบับวันที่ 2 พฤศจิกายน2550 ที่นำเสนอข่าว “ตะลึงตายเกลี้ยง 200 กม. ปะการังอ่อน” ซึ่งถือเป็นข่าวในเชิงคุณภาพที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่ผู้ศึกษาเปิดเผยเบื้องหลังจากการพูดคุยกับนักข่าวและหัวหน้าข่าวว่าข่าวนี้ได้ขึ้นหน้าหนึ่งเพราะวันนั้นไม่มีข่าวเด่นอื่น!

มิเพียงเท่านั้น ผู้ศึกษายังตั้งข้อสังเกตว่าข่าวโลกร้อนเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำเสนอเพราะเนื้อหาสาระของตัวข่าวล้วนๆ หรือองค์ประกอบเสริมดังกล่าวข้างต้น แต่ยังมีประเด็นทางการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังจะเห็นได้ว่าหนังสือพิมพ์มติชนเสนอข่าวโลกร้อนถี่ๆ ในช่วงที่ตีพิมพ์หนังสือแปลหนังสือเรื่อง An Inconvenience Truth พอดี แลในปีเดียวกันเครือข่าวเนชั่นก็ออกหนังสือชื่อ  1 องศาลดโลกร้อน

   

เรื่องแบบนี้รู้ไว้ใช่ว่า ผู้รับสื่อจะได้รู้เท่าทันข่าวสาร ส่วนองค์กรหน่วยงานหรือภาคธุรกิจที่นิยมดึงเซเล็บมาพูดเรื่องลดโลกร้อนก็จะได้ทำการบ้านหรือบอกให้เหล่าเซเล็บทำการบ้านมากขึ้นกว่าการโพสต์ท่าประกอบถุงผ้า เพื่อให้ผู้บริโภค “เรียนรู้” ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากข่าวสาร ซึ่งจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม