เป็นคนไทยต้องอดทน

เป็นคนไทยต้องอดทน
วันนี้นั่งอ่านงานวิจัยหัวข้อขรึมขลังน่าง่วงนอน แต่อ่านไปอ่านมากลับเจอเรื่องราวน่าสนุกใกล้ตัวและร่วมกระแสปรากฏการณ์ใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมว่าด้วยเรื่องศาลปกครองกับมาบตาพุด...อ๊ะๆๆ อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนี รับรองว่าจะไม่ใช่วิวาทะระหว่างพวกสีเขียวกับทุนนิยมว่าด้วยเอา-ไม่เอา ที่ปรากฏเป็นข่าวรายวันมาหลายเดือนและจะยังคงอยู่อีกนานแสนนาน
งานวิจัยชิ้นนี้มีชื่อว่า แนวทางการศึกษาหลักการชดเชยของศาลในคดีสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่จัดทำโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจตรงข้อมูลหลักการชดเชยความเสียหายในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนี อังกฤษ อเมริกา และญี่ปุ่น และกรณีศึกษาการพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อม 6 กรณีอันโด่งดังยืดเยื้อยาวนานในประเทศไทย ที่เปรียบเทียบความแตกต่างพอสรุปได้อย่างน่าเศร้าว่า ไม่ว่าสภาพร่างกายและจิตใจและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยจะอ่อนแอและเปราะบางเพียงไร แต่วิธีคิดและวิธีทำในระบบยุติธรรมกลับทำให้คนไทยต้องเข้มแข็งอดทนยิ่งกว่าพวกฝรั่งมังค่าตัวโตๆ หลายเท่านัก
คุณคงคุ้นเคยกับหนังฮอลีวู้ดเรื่องเอริน บรอคโควิชซึ่งสร้างมาจากเรื่องจริงของแม่บ้านที่กลายมาเป็นฮีโร่ปกป้องสิ่งแวดล้อมที่แค่ใช้เครื่องมือง่ายๆ พิสูจน์เชื่อมโยงให้เห็นว่าบริษัทปล่อยสารพิษสู่สิ่งแวดล้อมก็สามารถเรียกร้องเงินค่าเสียหายจากผู้ก่อมลพิษได้หลายร้อยล้านดอลล่าร์ ทั้งนี้เพราะอเมริกามีกฎหมายในการเอาผิดกับผู้ก่อความเสียหายในการเรียกร้องค่าชดเชยในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนในการเยียวยาปัญหาสิ่งแวดล้อมในเบื้องต้น นอกจากนี้ผู้เสียหายสามารถฟ้องเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ครอบคลุมถึงการสูญเสียที่ไม่สามารถตีมูลค่าเป็นเงินที่แน่นอนได้
งานวิจัยชิ้นนี้ยกตัวอย่างกรณีโรงงานทำป๊อปคอร์นใช้สารปรุงแต่งรส Diacetyl เพื่อเพิ่มรสชาติข้าวโพดอบเนย ส่งผลทำให้คนงานที่สูดดมสารนี้เป็นระยะเวลานานเป็นโรคหลอดลมอุดตัน ศาลประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีคำพิพากษาให้คนงานผู้ฟ้องร้องจำนวน 300 คนชนะคดี ทางฝ่ายเจ้าของโรงงานต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายจำนวนมหาศาล เฉพาะนายสตีเฟ่น แมคนีลี คนเดียวก็ได้รับค่าชดเชยไปถึง 15 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นค่าความสูญเสียและเยียวยาทางด้านร่างกาย และจิตใจของคนงานที่เจ็บป่วย รวมถึงการสูญเสียรายได้ในปัจจุบันและอนาคต
ที่ญี่ปุ่นเมื่อเกิดโรคมินามาตะที่เกิดจากบริษัทผลิตปุ๋ยเคมีปล่อยสารปรอททิ้งลงทะเลโดยตรง ทำให้สารปรอทปนเปื้อนในสัตว์ทะเล กระทบต่อคนและสัตว์ที่รับประทานอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนและสัตว์ มีอาการมือเท้าชา ร่างกายบิดเบี้ยว และมีอาการคลุ้มคลั่ง ศาลตัดสินให้บริษัทต้องชดเชยความเสียหายในรูปตัวเงิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล (จ่ายตามจริง) ค่าเลี้ยงดูผู้ป่วยตลอดชีวิต ค่าทำศพ เงินค่าทำขวัญ ค่าธูปเทียน ค่าเล่าเรียนเด็ก ค่าบำบัดโรค ค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาล และที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น การฝึกอบรมเพื่อให้สามารถเข้าไปใช้ชีวิตในสังคม ด้านการหางานให้ทำ การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบร่วมกับหน่วยงานราชการ
ในบ้านเรามีคำพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อมใหญ่ๆ ทยอยออกมาเรื่อยๆ แต่คดีส่วนใหญ่ยังไม่สิ้นสุด ผลการตัดสินถือว่าก้าวหน้าแต่ยังห่างไกลจากประเทศข้างต้น เช่น คดีชาวบ้านคลิตี้ล่าง 8 คน ฟ้องร้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัดและกรมควบคุมมลพิษว่าทำให้เจ็บป่วยด้วยโรคพิษตะกั่วเรื้อรัง เกิดความทุกข์ทรมานด้านร่างกายและจิตใจ เสื่อมสมรรถภาพในการทำงาน คิดเป็นเงิน 119,036,400 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดเชยค่าเสียหายให้โจทก์จำนวนเ 4,260,000 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาลในช่วงก่อนการฟ้องร้อง ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องเพื่อบำบัดฟื้นฟูสุขภาพ และค่าเสียโอกาสจากการทำงาน แต่ไม่ต้องชดเชยค่าสูญเสียด้านจิตใจ อวัยวะ คุณภาพชีวิต การพัฒนาตน และความสามารถในการสืบต่อชาติพันธุ์ ความเสียหายจากสัตว์เลี้ยงที่ตาย เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ต่อมาศาลอุทธรณ์ แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ภาค 7 พิพากษาให้ชดเชยค่าเสียหายสำหรับค่ารักษาพยาบาลก่อนการฟ้อง และค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องจนกว่าจะหายเป็นปกติ รวมถึงการชดเชยรวมสำหรับค่าสูญเสียด้านจิตใจ อวัยวะ คุณภาพชีวิต และความสามารถในการสืบต่อชาติพันธุ์ ค่าความเสียหายจากสัตว์เลี้ยงที่ล้มตาย และค่าเสียหายจากการไม่สามารถใช้ประโยชน์น้ำในลำห้วย เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 29,551,000 บาท...อย่าเพิ่งดีใจ เพราะตอนนี้ชาวบ้านคลิตี้ยังไม่ได้รับเงินชดเชยเหล่านี้เลย
คดีโคบอล์ต 60 ที่มีคนขโมยแท่งโคบอลต์ 60 ที่เสื่อมสภาพมาขายให้ร้านรับซื้อของเก่า การตัดทำลายทำให้รังสีแพร่กระจายไปทั่วที่ทำงานและพักอาศัย มีผู้เสียชีวิต บางคนได้รับรังสีปริมาณมากทำให้โครโมโซมผิดปกติซึ่งสามารถถ่ายทอดไปถึงลูกหลานได้ ผู้เสียหายฟ้องร้องทั้งต่อบริษัทเอกชนที่เป็นเจ้าของโคบอลต์ 60 และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติที่เป็นผู้ควบคุมดูแล ในการฟ้องบริษัทเอกชนต่อศาลแพ่ง ผู้ฟ้อง 12 ราย เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนทั้งสิ้น 90,424,266 ล้านบาท ศาลแพ่งพิพากษาให้ชดเชยความเสียหายในส่วนค่าเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลและค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินบางส่วน รวมเป็นเงินที่บริษัทต้องชดเชยค่าเสียหายทั้งสิ้น 640,276 บาทโดยไม่ได้กำหนดให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากโรงพยาบาลของรัฐให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าไปแล้ว
ส่วนศาลปกครองกลางพิพากษาให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายต่อสุขภาพ จำนวนทั้งสิ้น 5,222,301 บาท และให้สงวนสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษาในส่วนค่ารักษาในอนาคตที่ต้องติดตามผลการตรวจเลือด โครโมโซม ดีเอ็นเอของผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อกำหนดค่ารักษาพยาบาลในอนาคตอีกไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่มีการพิพากษา ต่อมามีการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในประเด็นที่ศาลสงวนสิทธิแก้ไขคำพิพากษาในส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคต เพื่อขอให้มีการชดเชยค่าเสียหายเพิ่มเติมสำหรับค่าตรวจเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยในอนาคตค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องในอนาคต แต่ศาลไม่กำหนดให้ เนื่องจากไม่มีฐานค่าเสียหายสำหรับค่ารักษาพยาบาลในอนาคตที่ศาลปกครองกำหนดไว้ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดให้
ในงานวิจัยชิ้นนี้สรุปไว้ในตอนท้ายว่าในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่ผ่านมา ผู้ฟ้องร้องมักจะได้รับค่าชดเชยค่อนข้างต่ำและไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด เพราะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เช่นการขาดมาตรการให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ความเสียหายเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ผู้เสียหายขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สิทธิ และมีอุปสรรคในการดำเนินคดี เช่น ข้อจำกัดในการฟ้อง ตั้งแต่การรวบรวมพยานหลักฐานการเจรจาไกล่เกลี่ยในชั้นศาล และการสืบพยานในศาลและภาระการพิสูจน์ ซึ่งในระบบศาลยุติธรรมไม่มีระบบไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงในคดีสิ่งแวดล้อม และในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และสุดท้ายคือผลของคดีและการบังคับคดีที่ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับการชดเชยตามที่ศาล
จากปัญหาอุปสรรคข้างต้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดคดีการฟ้องร้องของชาวบ้านในคดีมาบตาพุดจึงพังไม่เป็นท่าด้วยชาวบ้านผู้ร่วมฟ้องร้องไม่ยอมมาให้การต่อศาล โดยเหตุผลว่านอกจากต้องเสียค่าเดินทาง เสียเวลาทำมาหากิน แล้วยังต้องต่อกรกับการราวีของฝ่ายผู้เสียผลประโยชน์อีกด้วย ส่วนแรงจูงใจนั้นต่อให้ชนะพวกเขาก็แทบมองไม่เห็นสิ่งที่จะได้รับ พูดง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ...ได้ไม่คุ้มเสีย
จริงอยู่ว่าการพึ่งกระบวนการยุติธรรมเป็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปลายเหตุ แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วย่อมต้องมีการแก้ปัญหาอย่างยุติธรรม ในช่วงที่วิวาทะเรื่องสิ่งแวดล้อมกับการลงทุนกำลังคุกรุ่นจากชนวนมาบตาพุด แทนที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมาธิการ คณะทำงานชุดแล้วชุดเล่า นักสิ่งแวดล้อมและนักลงทุนออกมาพูดซ้ำๆ เหมือนแผ่นเสียงตกร่องว่าเอา-ไม่เอา, มี-ไม่มีการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ก็ควรฉวยโอกาสนี้มองภาพให้กว้างและก้าวไกลต่อไปสักนิดว่า ถ้าเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้นมาจริงๆ ใครจะได้และเสียอย่างไร และเท่าไร จะให้ดีต้องอย่าลืมเพิ่มหลักการสำคัญว่าด้วยการพิจารณาความเสียหายเชิงลงโทษเข้าไปด้วย เพื่อให้ผู้ละเมิดสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หากรู้ว่าต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นสองเท่าของคดีปกติดังที่ปรากฎในสหรัฐอเมริกา พวกนักอุตสาหกรรมทั้งหลายจะได้ไม่มักง่าย โรงงานริมน้ำก็คงไม่อาศัยช่วงฝนตกปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำอีกต่อไป
งานวิจัยชิ้นนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกมาก เข้าไปดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://kb.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/2846
