Here to Stay...ที่นี่แหละคือที่ที่เราจะอยู่กันต่อไป

คุยข่าวสีเขียว

Here to Stay...ที่นี่แหละคือที่ที่เราจะอยู่กันต่อไป

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

การประชุมเพื่อต่อลมหายใจให้พิธีสารเกียวโตเพื่อลดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มและเข้มข้น…อันนี้ไม่ได้พิจารณาจากผลการเจรจานะคะ แต่ดูจากจำนวนม็อบสีเขียวที่รวมตัวกันหลายหมื่นคนทั้งที่โคเปนเฮเกนและตามเมืองใหญ่ทั่วโลก เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อโลกจากนักกำหนดนโยบายทั่วโลก

บางทีสีสันจากการประท้วงและกิจกรรมเก๋ๆ รับเทศกาลประชุมโลกร้อน เช่น ข่าวคณะรัฐมนตรีเนปาลอุตส่าห์ฝ่าหิมะเสี่ยงต่ออาการป่วยไข้จากโรคความสูงไปประชุมกันถึงสถานีฐานขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์เพื่อดึงดูดความสนใจชาวโลกอาจกลบกลืนเนื้อหาสาระและที่มาที่ไปของประเด็นโลกร้อนเสียหมดสิ้น เพราะจนถึงวันนี้ผลโพลล์ล่าสุดยังบอกว่าครึ่งหนึ่งของชาวเมืองผู้ดีผู้พัฒนาแล้วยังไม่คิดว่าโลกร้อนเกิดจากน้ำมือมนุษย์

เห็นทีต้องหาหนังดีๆ มาดูสักเรื่องเพื่อกระตุกใจกระตุ้นจิตสำนึก ซึ่งต้องไม่ใช่หนังที่พูดเรื่องวันสิ้นโลกอันน่าตื่นตระหนก จนต้องขับรถขับเครื่องบินซิ่งหนีตึกถล่มแผ่นดินแยกกันจ้าละหวั่น อย่างหนังเรื่อง 2012 ที่ใช้ทรัพยากรและเวลาในการโปรโมทแบบเปิดเผยและแอบแฝงนานนับปี แต่ด้วยความเหลือเชื่อเกินจริงตามสไตล์หนังแอ็กชั่นฮอลีวู้ดจึงเสื่อมความนิยมหลังเปิดตัวไม่กี่สัปดาห์

จะด้วยความตั้งใจหรือบังเอิญก็ตามแต่ ทีวีไทยนำภาพยนตร์สารคดีที่กำกับโดยชาวฝรั่งเศสเรื่อง “Nous resterons sur Terre” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Here to Stay มาฉายในรายการท่องโลกกว้างพอดี หนังเรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำ 5 ปี ใน 21 ประเทศ เป็นหนังสิ่งแวดล้อมที่ถูกบรรจุเป็นหนึ่งในหัวข้อการประชุมนานาชาติเรื่องการศึกษาเรื่องโลกร้อนของยูเนสโก้ ที่ปารีส ฝรั่งเศสเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง

ด้วยการนำเสนอรูปภาพกระตุกความรู้สึก เช่น ภาพหมูถูกแขวนโตงเตงในโรงฆ่าสัตว์ คนจับลูกเจี๊ยบแสนน่ารักราวกับสิ่งไร้ชีวิต และผู้คนที่ทำงานราวกับเครื่องจักรที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้วในโรงงานทอผ้า สลับกับคำพูดของ 4 ปรมาจารย์ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนทั่วโลก ให้ที่มาที่ไปของสิ่งที่มนุษย์เรากำลังเผชิญได้ชัดเจนยิ่งนัก ทั้งปัญหาการเติบโตอย่างไม่จำกัดของเมืองขนาดใหญ่ การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ การสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิต จนกระทั่งภาวะโลกร้อน...บางความเห็นฟังดูดราม่าเกินจริงไปบ้าง แต่โดยรวมหนังเรื่องนี้ทำหน้าที่กระตุกจิตสำนึกคนดู (ผู้อ่อนไหว) ได้ดีทีเดียว

เจมส์ เลิฟล็อค คุณปู่วัยเก้าสิบผู้ให้กำเนิดทฤษฎีกายา-โลกไม่ใช่เพียงแค่มีสิ่งมีชีวิต แต่ตัวโลกเองก็ยังมีชีวิตอีกด้วย-ผู้ที่แม้ช่วงหลังจะถูกนักสิ่งแวดล้อมตีจากและกล่าวหาว่าเพี้ยน เนื่องจากการเสนอความคิดเห็นว่ายาแรงหรือหนทางเดียวที่จะช่วยเยียวยากายาที่กำลังล่มสลายนี้ได้คือพลังงานนิวเคลียร์ กล่าวในหนังเรื่องนี้ว่า เวลากำลังจะหมดลงแล้ว ทั้งในฐานะบุคคลและในฐานะมนุษยชาติ เราต้องรับผิดชอบในทางเลือกของเราเอง

ด้านเอ็ดการ์ มอริน นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้เสนอความคิดว่าคนถูกควบคุมและถูกทำให้เป็นเครื่องจักรโดยไม่รู้ตัว เขาบอกว่าวิกฤตทำให้เห็นสิ่งที่ทำมาในอดีตไม่ได้ผล เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง วิกฤติจะช่วยให้เกิดความสร้างสรรค์ ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้...เราต้องเข้าใจว่าเรากำลังมุ่งสู่ทางตัน (คอขวด) เราจะทำให้กระบวนการนี้ช้าลงได้ไหม ทำอะไรสักอย่างได้ไหม?

ที่จะขาดไม่ได้คือวังการี มาไท เจ้าของรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพและผู้ก่อตั้งกระบวนการเข็มขัดเขียวเพื่อปลูกต้นไม้ในเคนยา เธอบอกว่าเทคโนโลยีทำให้เราหายใจไม่ออก ที่แย่ก็คือมนุษย์ยังไม่รู้ตัว...ด้วยอัตราที่ขับเคลื่อนและเส้นทางที่ใช้ในปัจจุบัน มีความเสี่ยงว่าโลกใบนี้จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์...เรามีทางเลือก เรารู้ว่าจะต้องทำอะไร ไม่ว่านโยบายทางการเมืองจะทำสิ่งที่ควรทำหรือไม่ ในฐานะบุคคล เราต้องทำในสิ่งที่เราเชื่อ นั่นจึงจะมีความหมาย

ปิดท้ายด้วยคำกล่าวของคนที่ชาวโลกคุ้นหน้า เจ้าของฉายาผู้ที่มีแผนที่โลกอยู่บนศีรษะ นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ อดีตประธานธิบดีสหภาพโซเวียตผู้ดับไฟสงครามเย็นจนพิชิตรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คราวนี้เขามาในฐานะผู้ก่อตั้งองค์กรกรีนครอส อินเตอร์เนชั่นแนล เขาบอกว่า แนวคิดของประเทศที่ใช้ทรัพยากรมากๆ เพื่อกดดันผู้อื่น (อเมริกา?) ใช้ไม่ได้ผล...ผลที่เกิดขึ้นจะหนักกว่าปัจจุบัน...นี่คือการเตือนด้วยความหวังดีและจริงใจ เราต้องหาทางแก้ไข ผมแน่ใจว่าทำได้ แต่ต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ ขณะที่ยังมีทรัพยากรเหลืออยู่และยังไม่สายเกินไป 

เห็นไหมคะว่าหนังเรื่องนี้กระตุกอารมณ์ กระตุ้นจิตสำนึก และกินใจมากกว่าการดูข่าวม็อบสีเขียวหลากสีสันหรือการบรรลุข้อตกลงจ่ายเงินของประเทศร่ำรวยเพื่อซื้อคาร์บอนเครดิตในประเทศยากจนเสียอีก
 

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย