โลกร้อนจนบ้าคลั่ง

ภัสน์วจี  ศรีสุวรรณ์

โลกร้อนจนบ้าคลั่ง

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

1 พ.ย. 2552

เข้าสู่ช่วงการประชุมเกี่ยวกับโลกร้อนระดับโลกทีไร มักมีข่าวโลกร้อนแปลกประหลาดชวนหัวเผยแพร่ในสื่อถี่ขึ้น หากไม่บอกตัวเองว่าให้ดูอย่าง “ขำๆ” ก็อยากจะบ้าตามภาวะโลกร้อนให้รู้แล้วรู้รอด

ข่าวแรกระหว่างการประชุมโลกร้อนที่กรุงเทพเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้คือ สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ทดลองให้พนักงานที่เฝ้าหน้าประตูทางออกแนะนำให้ผู้โดยสารเข้าส้วมก่อนขึ้นเครื่อง เพื่อให้น้ำหนักเบาลง ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยถ้าผู้โดยสาร 150 คนเข้าส้วมก่อนขึ้นเครื่อง จะลดน้ำหนักได้ 63.7 กิโลกรัมต่อเที่ยว ลดการปล่อยคาร์บอนได้ 5 ตัน ใน 30 วัน...ว่าแต่ว่าถ้าไม่จำเป็น มีใครอยากเก็บของเสียไปปลดปล่อยบนเครื่องกันมั่งฮึ?
 
มาถึงข่าวเก๋ๆ กันบ้าง การประชุม ครม. สัญจรของ คณะรัฐมนตรีประเทศมัลดีฟส์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมานี้ สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เพราะเป็นการประชุม ครม. ใต้น้ำเป็นครั้งแรกของโลก เนื้อหาของการประชุมคือการลงนามเอกสารเรียกร้องให้โลกลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อให้โลกรับรู้ว่าระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และมัลดีฟส์จะถูกลบออกจากแผนที่โลกถ้ายังปล่อยให้สถานการณ์เป็นอยู่ต่อไป งานนี้ ครม. มัลดีฟส์เขาบอกชัดเจนว่าทำขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากชาวโลก โดยเฉพาะพวกประเทศพัฒนาแล้วที่ตะบี้ตะบันใช้พลังงานจนเกิดภาวะโลกร้อน ทำให้ประเทศชาวเกาะอย่างพวกเขาต้องสังเวยวิถีชีวิตและถิ่นที่อยู่เป็นที่แรกๆ ของโลก  
 
แล้วก็มาถึงข่าวการตลาดเกี่ยวกับโลกร้อน อุ๊บ! ไม่ใช่ค่ะ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกลงนามความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเสื้อผ้าลดโลกร้อน จะเป็นเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยสังเคราะห์ก็ได้ การใช้เทคโนโลยีผลิตเส้นใยแบบพิเศษ หรือเทคโนโลยีชีวภาพก็ได้ ขอให้มีคุณสมบัติซับเหงื่อจากผิวหนังและระเหยผ่านผิวผ้าด้านนอกเพื่อเพิ่มความสบายในการสวมใส่ หรือเพิ่มความเย็นสบายให้กับผู้สวมใส่ ใครทำได้รับไปเลยเครื่องหมายการค้า CoolMode 
 
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกให้เหตุผลที่ลุกขึ้นรณรงค์นี้เพราะตัวเลขการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงานของคนเมืองกรุงสูงถึงร้อยละ 55 และร้อยละ 65 ของไฟฟ้าที่ใช้ในสำนักงานเป็นค่าแอร์ นอกจากนี้คนไทยยังนิยมสวมเสื้อผ้าหลายชั้น...อันนี้ฉันว่าเป็นความคิดเก่าเก็บเอาท์เทรนด์ไปหน่อย ไม่เชื่อลองหันไปดูตามท้องถนนในย่านธุรกิจการค้าจะเห็นว่า สาวน้อยสาวใหญ่ล้วนใส่ชุดเดรสสั้นจู๋เหนือขาอ่อนกันทั้งนั้น
 
…งานนี้แทนที่จะลงทุนพัฒนาเส้นใยผ้ามหัศจรรย์ หันมาเปลี่ยนพฤติกรรมการแต่งตัว และปรับความเชื่อเรื่องการใส่เสื้อกันหนาวในห้องแอร์น่าจะง่ายกว่า ขืนโปรโมทมากไปจะกลายเป็นเรื่องชวนหัว ออกไปเชิงการโปรโมทสินค้า โปรโมทตัวเอง มากกว่าการลดการใช้พลังงานซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
 
ขอปิดท้ายด้วยข่าวโลกร้อนที่เรียกได้ว่า “ล้ำ” เกินหน้าเกินตาชาวโลก ขณะที่อเมริกาเพิ่งกัดฟันออกกฎหมาย Clean Energy and Security เพื่อดูแลเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อกลางปีนี้ บทลงโทษสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินโควต้ามีแค่เพียงเก็บโควต้าไว้ไปบวกเพิ่มในปีต่อๆ ไป แต่กระบวนการยุติธรรมไทยใจเด็ดมีการตัดสินคดีความเรียกร้องค่าเสียหายจากภาวะโลกร้อนแล้วด้วยค่าเสียหายชนิด “ช็อกโลก” เลยทีเดียว
 
เรื่องมีอยู่ว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชยื่นฟ้องศาลแพ่งคดีชาวบ้านบุกรุกพื้นที่อุทยานในจังหวัดตรังและพัทลุง 15 ราย ณ สิงหาคมปีนี้ ศาลตัดสินคดีแล้ว 7 ราย เรียกค่าเสียหายรวม 20.306 ล้านบาท ที่อยู่ในระหว่างกำลังดำเนินคดี 4 ราย เรียกค่าเสียหาย 1.332 ล้านบาท และที่ดำเนินคดีซ้ำรายเดียวกันในพื้นที่เดียวกัน 2 ราย เรียกค่าเสียหาย 4.213 ล้านบาท
 
เหตุที่ตัวเลขค่าเสียหายสูงลิบลิ่วเช่นนี้เพราะในสำนวนคดีกรมอุทยานแห่งชาติเขาอ้างอิงตัวเลขจากการวิจัยเรื่องโลกร้อนที่ทันสมัยทางวิชาการสุดๆ ถึงขนาดต้องใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์มาคำนวณกันเลยทีเดียว ในที่นี้ขอหยิบยกตัวเลขมาเสนอโดยละเอียดเพื่อให้เห็นภาพความ “ล้ำ” เรื่องโลกร้อนของบ้านเมืองเราดังนี้ค่ะ

      1. ค่าเสียหายที่ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น คิดเป็นมูลค่า 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี
      2. ค่าเสียหายทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ คิดเป็นมูลค่า 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี
      3. ค่าเสียหายทำให้ฝนตกน้อยลง คิดเป็นมูลค่า 5,400 บาทต่อไร่ต่อปี
      4. ค่าเสียหายทำให้ดินสูญหาย คิดเป็นมูลค่า 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี
      5. ค่าเสียหายการสูญหายของธาตุอาหาร คิดเป็นมูลค่า 4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี
      6. ค่าเสียหายทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน คิดเป็นมูลค่า 600 บาทต่อไร่ต่อปี
      7. ค่า เสียหายทางตรงจากการทำลายป่าแต่ละประเภท ประกอบด้วย การทำลายป่าดงดิบ คิดเป็นมูลค่า 61,263.36 บาทต่อไร่ต่อปี การทำลายป่าเบญจพรรณ คิดเป็นมูลค่า 42,577.75 บาทต่อไร่ต่อปี การทำลายป่าเต็งรัง คิดเป็นมูลค่า 18,634.19 บาทต่อไร่ต่อปี

โอพระเจ้า! เฉพาะค่าทำให้อากาศร้อนขึ้นที่สูงถึงไร่ละสี่หมื่นห้าพันบาทนั้น ถ้านำมาใช้ปรับพวกนักการเมืองและนายทุนบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนทั่วประเทศ ก็จะทำให้ประเทศไทยมีเงินมาใช้รณรงค์ลดโลกร้อนจำนวนมหาศาลโดยไม่ต้องรอเศษเงินจากการค้าขายคาร์บอนเครดิตกับประเทศตะวันตกที่เหนียวหนึบควักกระเป๋ายากเหลือเกิน

งานนี้จะดีหรือร้ายมิกล้าวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาศาลค่ะ...คุณผู้อ่านคิดดูเอาเองก็แล้วกันว่าโลกร้อนทำให้คนบ้าคลั่งเพียงใด

ภาพเสื้อผ้า coolmode : www.thaitextile.org
ภาพชาวบ้าน : กู่ - 
www.oknation.net

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

9 มี.ค. 2554
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม