ขายนาคือขายชาติ!?

คุยข่าวสีเขียว

ขายนาคือขายชาติ!?

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

1 ตุลาคม 2552

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลเคยพูดว่าประเทศไทยดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการเกษตร เห็นได้ชัดๆ ว่าเริ่มต้นจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรกเมื่อปี 2504 ที่ตอนนั้นเรามีพื้นที่เกษตรกรรมถึงร้อยละ 40 แต่มาถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ในปัจจุบัน พื้นที่เกษตรของเราลดลงเหลือเพียงร้อยละ 9 เท่านั้น

ในปีนี้ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 57 ล้านไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 23 ล้านตัน ในจำนวนนี้ส่งออกประมาณ 10 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งแม้จะติดอันดับหนึ่งของโลก แต่นับแต่นี้ไปสถานภาพเบอร์หนึ่งกำลังถูกท้าทายและตกอยู่ในความเสี่ยงชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในที่นี้ขอยกภัยคุกคามข้าวไทยมาให้อ่านดูพอเป็นน้ำจิ้มสัก 3-4 เรื่องค่ะ

ภัยแรก ชาวต่างชาติทุ่มเงินกว้านซื้อที่นาผ่านนอมินีเพื่อปลูกข้าวสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้ประเทศของตัวเอง เรื่องนี้มีข้อสงสัยว่าระหว่างการสั่งซื้อข้าวจากตลาดทั่วโลกที่ผู้ขายมากมาย กับการต้องเดินเรื่องทั้งบนดินและใต้ดินเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของที่ดินสักผืน และยังต้องมาเสียเงินสร้างทีมบริหารนาข้าวอีกด้วย อย่างไรจะง่ายและคุ้มกว่ากัน จึงตั้งข้อสงสัยไว้ว่าเขาคงเอาที่นาไปทำประโยชน์อย่างอื่น หากวันดีคืนดีนาข้าวของชาวต่างชาติเหล่านี้ถูกเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพด อ้อย และพืชพลังงานที่กำลังฮิตในยุคน้ำมันแพง คนไทยจะทำอะไรได้ นอกจากนั่งมองตาปริบๆ แล้วร้องหาแพะรับบาปว่า “ชาวนาขายชาติ”

ภัยต่อมา สหรัฐอเมริกาซุ่มพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีความหมายแสนร่าเริงว่าหนุ่มแจ๊ซ ( JAZZMAN) แต่สุ้มเสียงคล้ายคลึงข้าวหอมมะลิไทย (JASMINE) โดยเริ่มแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ปลูกเป็นการค้าแล้วในปีนี้ (2552/53) กรณีนี้นักมองการณ์ไกลเขาห่วงใยยิ่งนัก ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือต่อให้ข้าวหอมมะลิของเราจะคุณภาพดีเพียงใด แต่ถ้ามีการปลอมปนข้าวจนผู้นำเข้าเอือมระอา และแม้ข้าวหนุ่มแจ๊ซจะคุณภาพต่ำกว่าสักหน่อย ถ้าราคาถูกสุดๆ เนื่องด้วยข้าวหนุ่มแจ๊ซมีผลผลิตต่อไร่มากกว่าข้าวไทยถึงสามเท่าตัวนั่นคือ 1,265 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ข้าวไทยมีหน่วยงานวิจัยพัฒนาและส่งเสริมพันธุ์ข้าวนับหน่วยงานไม่ถ้วน แต่ทำอย่างไรก็เกาะอยู่ที่ระดับ 400 กิโลกรัมต่อไร่มาแต่โบราณกาล คิดบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆ ราคาจึงย่อมต่ำกว่าข้าวไทยสามเท่าตัวด้วย ถ้าคุณเป็นผู้บริโภคที่ไม่มีเงินถุงเงินถังและไม่มีประสาทรับกลิ่นพิเศษ คุณจะเลือกใคร

อีกหนึ่งภัยที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ คือการเปิดเสรีสินค้าเกษตรตามเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) ที่พูดกันมาหลายปีดีดัก ซึ่งเริ่มดีเดย์ให้นำเข้าสินค้าเกษตรโดยเก็บภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ 1 มกราคม 2553 นี้ ข้าวถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรตามข้อตกลงนี้ ความเสี่ยงที่น่ากลัวคือการนำข้าวคุณภาพต่ำเข้ามาปลอมปนกับข้าวไทย คิดดูว่าหากข้าวไทยที่ส่งออกไปยุโรปถูกตรวจพบจีเอ็มโอ จะเป็นภัยใหญ่หลวงต่อธุรกิจส่งออกข้าวมูลค่าแสนล้านบาทเพียงใด

ตัวอย่างภัยสุดท้ายที่น่าช้ำใจสำหรับผู้รักอาชีพทำนา คือกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าหนองแซง ที่เป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ที่สะท้อนภาพความลักลั่นในเชิงนโยบายได้เป็นอย่างดี เรื่องนี้ต่างจากการต่อต้านโรงไฟฟ้าอื่นๆ ตรงที่จู่ๆ โรงไฟฟ้าพลังงานร้อนร่วม กำลังการผลิต 1,650 เมกะวัตต์ ก็จะผุดขึ้นเป็นไข่แดงกลางนาข้าวในเขต อ. หนองแซง จ. สระบุรี และ อ. ภาชี จ. อยุธยา ซึ่งเป็นเขตที่กำลังถูกเสนอให้เป็นเขตอนุรักษ์ชนบทเกษตรกรรมตามกฎหมายผังเมือง

ด้วยเหตุนี้เอง เครือข่ายอนุรักษ์วิถีเกษตรกรรมซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้านในพื้นที่ จึงออกมาคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า โรงไฟฟ้าใช้น้ำ 1 วัน เท่ากับปริมาณน้ำที่ทำนาได้ 54 ไร่ ดังนั้นในช่วงหน้าแล้งจะเกิดปัญหาแย่งชิงน้ำขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมคลาสสิกที่มาพร้อมกับโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า เช่น มลพิษทางน้ำและอากาศ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อผลิตข้าว พืชผัก ผลไม้ สวนผักปลอดสารพิษ ฟาร์มไก่ สวนผลไม้ในพื้นที่

ลำดับความมาเช่นนี้น่าจะพอเห็นภาพว่า ชาวนาขายนาเพราะไม่รักที่ทำกิน ไม่รักอาชีพ อยากได้ปิกอัพกับมือถือ หรือเพราะนโยบายของภาครัฐที่บีบคั้นให้ให้ชาวนาไม่สามารถแข็งขืนหรือต้านกระแสได้กันแน่

ลองมานั่งคิดกันดูดีๆ ว่าใครกันแน่ที่ควรถูกตราหน้าว่า “ขายชาติ”

บ่นๆ เหมือนมองโลกแง่ร้ายมานาน ปัญหานี้ใช่ว่าจะไม่มีทางออก จึงขอปิดท้ายด้วยความเห็นจากคนเริ่มต้นเรื่อง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เคยเสนอความเห็นว่าการแก้ปัญหาข้าวไทยว่าต้องทำแบบเป็นองค์รวม โดยคำนึงถึงปัจจัย 4 ด้าน ได้แก่ 1. การบริหารจัดการน้ำ 2. ดิน 3. พันธุ์ 4. เพิ่มช่องทางในการจำหน่าย

แค่นี้แหละ...ทำได้ไหมคะเจ้านาย?
 

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม