การเดินทางสู่ยุคหลังพิธีสารเกียวโต

คุยข่าวสีเขียว

การเดินทางสู่ยุคหลังพิธีสารเกียวโต

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์

วันที่ 16 กันยายน 2552

ในเชิงศิลปวัฒนธรรม เขามีศัพท์คำว่า Post Modern ในทางสิ่งแวดล้อมตอนนี้เขาก็มีคำใหม่คือ Post Kyoto Protocal หรือ Post 2012 Regime อันเป็นชื่อที่มาจากปีที่พิธีสารเกียวโตจะหมดอายุในปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 นั่นเอง

เหตุที่เอาเรื่องนี้มาคุยข่าว เพราะในระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 9 ตุลาคมนี้ จะมีการประชุมนอกรอบในระดับนานาชาติที่กรุงเทพ ประเด็นใหญ่ใจความก็คือ หลังปี พ.ศ. 2555 ประเทศต่างๆ จะมีกติกาในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างไร

แต่ก่อนจะมาค้นหาคำตอบถึงกติกาใหม่ คงต้องทำความรู้จักว่ากติกาในปัจจุบันเป็นอย่างไร

หลังจากกำเนิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ใน พ.ศ. 2535 ก็มีกฎหมายลูกคือพิธีสารเกียวโต หรือ Kyoto Protocal เกิดตามมาในปี พ.ศ. 2540 ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีผลบังคับใช้เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2548 เนื้อหาสาระประการหนึ่งคือ ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 5.2 ของระดับก๊าซในปีฐาน พ.ศ. 2533 ภายในปี พ.ศ. 2551-2555

ผ่านมา 12 ปี และเหลือเวลานับถอยหลังอีกสามปี มีผู้ลงนามในพิธีสารเกียวโต 172 ประเทศ ประเทศสุดท้ายที่ลงนามล่าสุดคือออสเตรเลียโดยลงนามในการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 13 (COP13th) ที่เมืองบาหลี อินโดนีเซียเมื่อปลายปี พ.ศ. 2550

“ผู้ร้าย” เกือบตลอดกาลของพิธีสารเกียวโตน่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา พี่ใหญ่หัวแข็งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแต่ไม่ยอมรับกติกา ไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโต...ประธานาธิบดีโอบาม่าเพิ่งมากู้หน้าชาวอเมริกันด้วยการผลักดันกฎหมายที่ชื่อว่า Clean Energy and Security Act จนผ่านสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีเนื้อหาลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 83 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2548 ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือในอีก 40 ปีข้างหน้า

ส่วน “เด็กดี” น่าจะเป็นสหภาพยุโรปที่มีจุดยืนชัดเจนว่าจะจำกัดอุณหภูมิของโลกมิให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2533 ภายในปี พ.ศ. 2563

สำหรับประเทศไทยลงนามพิธีสารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งไม่มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นจะเป็นไปด้วยความสมัครใจ และกระทำโดยไม่มีผลกระทบในเชิงลบต่อการอยู่รอด

เหตุที่พิธีสารเกียวโตเลือกปฏิบัติระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา นั่นเพราะในอดีตที่ผ่านมาประเทศพัฒนาแล้วได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเป็นปริมาณมหาศาลเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา

แต่มาในรอบนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า ในกติกาโลกร้อนฉบับใหม่ ประเทศพัฒนาแล้วพยายามจะดึงเอาประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อินเดีย จีน บราซิล เข้าไปร่วมพันธกรณีลดก๊าซเรือนกระจกด้วย...โชคดีที่ประเทศไทยไม่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศเป้าหมาย แต่ในระยะยาวใช่ว่าจะปลอดภัยเพราะประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 24 ของโลก

พูดอย่างนี้แล้วหลายคนอาจจะเป่าปากโล่งใจ อย่างน้อยก็ในระยะสั้นตรงหน้า แต่ข้อเท็จจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อประเทศพัฒนาแล้ว และอาจรวมถึงประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ถูกบังคับให้ต้องลดก๊าซเรือนกระจกด้วยกติกาที่เข้มงวดขึ้น แน่นอนว่าประเทศเหล่านั้นย่อมต้องวิ่งกันหัวหกก้นขวิดเพื่อมาซื้อขายคาร์บอนเครดิตกับประเทศกำลังพัฒนา เพราะต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศพัฒนาแล้วย่อมสูงกว่าในประเทศกำลังพัฒนาที่เทคโนโลยีอะไรต่อมิอะไรยังไม่ค่อยล้ำสมัยมากนัก ถึงเวลานั้นคงอลหม่านกันพอดู เพราะการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีทั้งผลดีผลเสียต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างบ้านเรา ซึ่งคงมีโอกาสเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป เช่นเดียวกับผลการเจรจา ก็จะนำมาอัพเดตเป็นระยะๆ ค่ะ

จะว่าไปกติกาใหม่จะเป็นอย่างไร หรือประเทศยักษ์ใหญ่เขาจะตั้งเป้าหมายสูงส่ง (แต่ทำไม่ได้) แค่ไหน ก็ช่างมันเถอะ ขอแค่เรามีจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเริ่มทำจากสิ่งละอันพันละน้อยรอบๆ ตัวเราก่อนเป็นพอ
 

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม