แผนป้องกันน้ำท่วม...คนและชุมชนหายไปไหน

แผนป้องกันน้ำท่วม...คนและชุมชนหายไปไหน
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
นักวิชาการบอกว่าปีนี้น้ำจะมาตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ฉันกำลังมึนงงกับแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาน้ำท่วมที่รัฐบาลเขาตั้ง “ผู้ยิ่งใหญ่” และ “ผู้น่าเชื่อถือ” ของบ้านเมืองเป็นกรรมการเป็นแผง ชวนให้มีความหวังว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น แต่แล้วกลับมีแต่ข่าวนักวิชาการชื่อดังแสดงความอึดอัดใจเรื่องความกลวงโบ๋ของยุทธศาสตร์ป้องกันน้ำท่วมจนขอถอนตัวกันเป็นแถวๆ และข่าวฉาวเรื่องการเร่งออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินไปใช้พื้นฟูน้ำท่วมมูลค่าหลายแสนล้าน และเงินทองส่วนใหญ่ก็นำไปใช้ในงานวิศวกรรมก่อสร้างเสียเป็นส่วนใหญ่
ขณะกำลังรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ขาดหายไป ก็พบคำตอบจากจดหมายข่าวศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฉบับล่าสุดตุลาคม-ธันวาคม 2554 ที่เพิ่งมาถึงมือในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เรื่อง “Waiting for The Whale” ที่นำเสนอเรื่องน้ำท่วมในมุมมองด้านมานุษยวิทยาทั้งเล่ม
สิ่งที่ขาดไปในแผนการจัดการน้ำของรัฐบาลก็คือ...
คนและชุมชน!
จู่ๆ ก็มีการประกาศพื้นที่แก้มลิงโดยที่คนในพื้นที่ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือออกความเห็น...บ้านฉันก็ตกเป็นหนึ่งในพื้นที่แก้มลิงอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ล่าสุดกรณีมีผู้ออกมาคัดค้านเรื่องการสร้างเขื่อนกั้นน้ำถาวรป้องกันน้ำท่วมหรือกำแพงยักษ์ล้อมรอบนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่เอาใจนักลงทุน แต่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ (รายละเอียด) สภาอุตสาหกรรมและหอการค้าในพื้นที่ก็ออกมาตอบโต้ฉับพลันว่าเป็นแค่กิจกรรมของคนอยากดัง พวกเขากำลังปกป้องไม่ให้คนงาน 3 แสนคนตกงานอยู่นะ...โดยไม่ได้พูดถึงพื้นที่นอกนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 2 พันไร่ ที่ประกอบด้วยเรือกสวนไร่นาและบ้านเรือนของชาวบ้านจำนวน 8 หมื่นไร่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม (รายละเอียด)
...ข่าวนี้ทำให้ภาพชาวบ้านรวมตัวกันพังแนวบิ๊กแบ็กปรากฏขึ้นในความรู้สึก เพียงแต่ครั้งนี้เปลี่ยนจากแนวบิ๊กแบกเป็นกำแพงยักษ์ที่มีคนงานสามแสนคนยืนอยู่บนกำแพง คอยถลึงตาใส่กลุ่มชาวบ้านในชุมชนโดยรอบ...
ในจดหมายข่าว นพ.ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ “นักมานุษยวิทยาในคราบหมอ” พูดไว้อย่างน่าสนใจว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาสังคมไทยถูกครอบงำด้วยชุดความคิดเพียง 2 ชุด คือชุดความคิดเรื่อง มวลน้ำ ความเร็ว ปริมาณน้ำ ทิศทางน้ำ ซึ่งเป็นการคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ต่อรอง จำต้องยอมฟังความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญโดยดุษณี กับอีกชุดความคิดหนึ่งคือการผลักดันให้คนเป็นฝ่ายถูกกระทำ ไม่สามารถจัดการปัญหาของตัวเองได้ ด้วยการตอกย้ำแต่เรื่องถุงยังชีพและการอพยพ ทั้งๆ ที่มนุษย์มีศักยภาพในการช่วยเหลือตัวเองเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
“...มันไม่เพียงแต่ลืมปัจจัยเรื่องมนุษย์และสังคมในการจัดการกับปัญหา นอกจากนี้มันยังมีผลพวง ซึ่งผมคิดว่าถ้าพูดถึงผลพวงของน้ำท่วมเนี่ย ข้าวของเสียหายก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่รอยปริรอยแยกที่เกิดขึ้น ซึ่งมันเป็นผลกระทบทางสังคม ถ้าจัดการไม่ดีเป็นเรื่องสาหัสยิ่งกว่าการเสียหายทางกายภาพ ตรงกันข้าม ถ้าจัดการได้ดี มันอาจจะทำให้สังคมเข้มแข็งกว่าเก่าก็ได้...”
“…ส่วนหนึ่งที่เราเห็นในสื่อมวลชนบางช่องคือลักษณะของการพยายามทอนบุคคลให้เหลือเป็นผู้รับถุงยังชีพ และการฟูมฟายของผู้คนเมื่อถูกไมค์หรือกล้องจ่อเข้าไป ซึ่งผมคิดว่าความทุกข์ การสูญเสียหรือการร้องไห้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์นะ แต่ว่าอีกมิติหนึ่งที่ผมเห็นในชุมชน แล้วผมมีความรู้สึก เขาก็ได้ใช้โอกาสนี้ฟื้นคืนหลายเรื่องที่ก่อนหน้าจะเกิดภัยพิบัติ เขาอาจจะหลงลืมไป ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก...น้ำท่วมคราวนี้ช่วยให้เราก้าวออกมาจากโลกโดดเดี่ยว และข้ามแดนมาสัมผัสคนอื่นมากขึ้น”
ในมุมมองของหมอโกมาตร มีสิ่งที่นักมานุษยวิทยาจะช่วยแก้ปัญหาภัยพิบัติครั้งต่อไปได้ใน 4 ประเด็น
ประเด็นแรก การสร้างกระบวนการทางสังคมที่เสริมให้ชุมชนช่วยเหลือตัวเองได้ในระยะยาว นั่นคือสร้างความเชื่อใจและความสัมพันธ์ภายในชุมชน
ประเด็นสอง การเยียวยาโดยเข้าใจมิติของความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะทำให้เห็นภัยพิบัติแตกต่างไปจากนักวิทยาศาสตร์หรือนักจัดการความเสี่ยง โดยมีคำถามว่าจะให้ภัยพิบัติครั้งนี้อยู่ในความทรงจำของสังคมไทยอย่างไร แทนที่จะจดจำการจัดการภัยพิบัติครั้งนี้เพียงแค่ความล้มเหลวของ ศปภ. ถ้าหากใช้มุมมองทางมานุษยวิทยาหรือสังคมศาสตร์เข้าไปช่วย เราจะพอมองเห็นได้ว่าผ่านพ้นภัยพิบัติครั้งนี้ไปแล้ว สังคมไทยเข้มแข็งขึ้นกว่าเก่า ความสัมพันธ์ที่ถูกละเลย ถูกลดทอนความสำคัญไปก่อนหน้านี้อาจถูกฟื้น ถูกรื้อ ถูกตั้งคำถาม
ประเด็นสาม ทิศทางการพัฒนาประเทศโดยพิจารณาเชิงอำนาจต่อรองหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ โดยดูว่าการกระจายทรัพยากร มาตรการที่รัฐใช้ในการจัดการภัยพิบัติก็ดี มีส่วนไปซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำเดิมหรือไม่ ความสะท้อนความล้มเหลวของธรรมาธิบาลและกลไกในลักษณะไหน ส่วนการมีส่วนร่วมมันไม่ใช่แค่การไปช่วยกิจกรรมของทางราชการอย่างลมๆ แล้งๆ เช่น ไปกรอกถุงทราย แต่น่าจะมีส่วนกำหนดแนวคิด ทิศทางการจัดการภัยพิบัติด้วย
ประเด็นสุดท้าย ท่าทีต่อภัยพิบัติ การมองภัยพิบัติว่าเป็นความเจ็บปวด แล้วกลบทับด้วยสันทนาการซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสถานพักพิงเป็นวิธีคิดแบบหนึ่งที่ออกจะหยาบและดูถูกศักยภาพของมนุษย์เสียด้วยซ้ำ ยังมีแหล่งพลังการเยียวยาที่ทำให้มนุษย์เติบโต เช่น ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็นำผู้ประสบภัยพิบัติมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเอง ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีเขียนไว้ในตำรามานุษยวิทยาทั้งนั้น
ในตอนท้ายหมอโกมาตรท้าทายนักมานุษยวิทยาในประเทศนี้ว่าในสถานการณ์ที่ผู้คนทุกข์ยากกันครึ่งค่อนแผ่นดิน พวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง
...ดูเหมือนว่านี่คือคำท้าทายที่ควรส่งไปถึงคนไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้มีอำนาจบริหารเงินหลายแสนล้านว่าเมื่อไรเขาจะหยุดทะเลาะเพื่อช่วงชิงงบประมาณก่อสร้างมหาศาลแล้วหันมาดูคนไทยตาดำๆ และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมซ้ำซาก และนำเอาคนและชุมชนไปใส่ไว้ในแผนการจัดการน้ำท่วมเสียที
