จากมาบตาพุดถึงทวาย

ภัสน์วจี  ศรีสุวรรณ์

จากมาบตาพุดถึงทวาย

ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์
ทวาย

ช่วงหลังๆ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าลุกขึ้นมาปรับโฉมครั้งใหญ่ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ชนิดที่ประเทศที่อ้างตัวว่าพัฒนาและเป็นประชาธิปไตยมาก่อนกว่าครึ่งทศวรรษต้องอายเลยทีเดียว

ล่าสุดคือการประกาศยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดมหึมา 4,000 เมกะวัตต์ มูลค่าหนึ่งหมื่นล้านเหรียญสหรัฐในโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายที่บริษัทอิตาเลียนไทยจากประเทศไทยเป็นผู้พัฒนาโครงการ โดยก่อนหน้านั้นรัฐบาลพม่าได้ประกาศล้มโครงการเขื่อนมิตโซนมูลค่าการลงทุน 1.2 แสนล้านบาทบนแม่น้ำเอยาวดีหรือที่เรารู้จักกันในชื่ออิระวดีซึ่งลงทุนโดยมหามิตรอย่างจีนมาแล้ว

นายขิ่น หม่อง โซ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานไฟฟ้าพม่าบอกว่าตัดสินใจเรื่องนี้หลังจากได้อ่านบทความตามสื่อท้องถิ่นหลายฉบับที่แสดงความวิตกถึงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการยุติโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ยังพิจารณาอยู่ว่าควรจะเดินหน้าในโครงการที่มีขนาดเล็กกว่าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าราว 400 เมกะวัตต์ต่อไปหรือไม่

ที่นายขิ่นออกมาพูดเช่นนี้ก็เพราะว่าตามแผนงาน พม่าจะใช้ไฟฟ้าจากโรงงานไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์นี้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 400 เมกะวัตต์เท่านั้น ที่เหลือ 90 เปอร์เซ็นต์หรือ 3,600 เมกะวัตต์จะขายให้ประเทศไทย

แท้จริงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของโครงการที่มีขนาดใหญ่ถึง 2 แสนไร่ ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรมที่มีทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงถลุงเหล็ก ฯลฯ ซึ่งใหญ่กว่าท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในบ้านเราถึง 10 เท่า จึงเท่ากับว่าเรากำลังพูดถึงขนาดของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมที่จะมากกว่ามาบตาพุดเป็นสิบเท่าด้วยเช่นกัน

ในงานวิจัยเรื่อง "HIA กับการลงทุนข้ามพรมแดน : กรณีศึกษาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า" ของเดชรัต สุขกำเนิด จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยการวิเคราะห์จากที่ตั้ง ประเภท และขนาดของอุตสาหกรรมภายในโครงการเปรียบเทียบกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ระบุว่ามี 6 ประเด็นหลักที่น่าเป็นห่วงคือ การปล่อยก๊าซกระจก มลภาวะทางอากาศ ทรัพยากรน้ำ กากของเสีย ผลกระทบต่อชุมชนและวิถีชุมชน และผลกระทบในฝั่งประเทศไทย โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินจะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงปีละ 30 ล้านตันหรือคิดเป็น 2 เท่าของปริมาณการปลดปล่อยก๊าซของพม่าในปี 2551 ทั้งประเทศ เกิดเถ้าถ่านหินปีละ 1.3 ล้านตัน โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมจะปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ปีละกว่า 4.4 แสนตัน มลสารที่เป็นต้นเหตุของภาวะฝนกรด 1 ล้านตันต่อปี ใช้น้ำจืดวันละ 5.9 ล้านลูกบาศก์เมตร ขยะอุตสาหกรรมปีละกว่า 7 แสนตัน ชุมชนชาวพม่าได้รับผลกระทบกว่า 20 หมู่บ้าน 3.2 หมื่นคน ส่วนในฝั่งไทย ผืนป่าตะวันตกอาจถูกตัดขาด และแนวถนนสายใหม่จากบางใหญ่ จ.นนทบุรี-นครปฐม-กาญจนบุรี จะขวางทางน้ำหลากซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในอนาคต

กรณีการยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้น่าจะเป็นการส่งสัญญาณให้กับนักลงทุนไทยว่ารัฐบาลพม่าไม่ได้เห็นแก่เงินและใจกว้างถึงขนาดยอมให้เพื่อนบ้านใช้บ้านตัวเองเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ และยิ่งรัฐบาลพม่าต้องการเปิดประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศจนถึงขั้นมีนโยบายเอาใจชนกลุ่มน้อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาทิยอมเจรจาหยุดยิงกับกระเหรี่ยงเคเอ็นยู พม่ายิ่งต้องดูแลเอาใจใส่พื้นที่ที่เปราะบางทั้งทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและการเมืองเหล่านี้

ดังนั้นนักลงทุนไทยซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการจึงควรปรับแผนการลงทุนให้สะอาดโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะด้วยเห็นแก่ประชาชนที่จะได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อปรับแต่งภาพลักษณ์ของประเทศ รับการเปิดประเทศและเป็นประธานอาเซียนในอีกสองปีข้างหน้าก็ตาม การลุกขึ้นมาทำเช่นนี้ทำให้รัฐบาลพม่าได้เสียงชมเชยไปไม่น้อย แต่จะดียิ่งขึ้นหากรัฐบาลพม่าศึกษาบทเรียนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากเพื่อนบ้านอย่างไทยในกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่กำลังพ่นมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมอยู่ในขณะนี้ เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
   
ส่วนในฐานะคนไทย คุณอาจจะมองว่าการพัฒนาเมืองทวายจะออกมาในรูปแบบใดก็ไม่เห็นเป็นไรเพราะไม่ใช่แผ่นดินของเรา ขอแค่ให้คนไทยได้รับประโยชน์ก็เป็นพอ แต่ในฐานะมนุษยชาติและคนบ้านใกล้เรือนเคียง หากจะไม่ดูดำดูดีก็ดูจะใจจืดใจดำและคิดแคบไปหน่อย

โปรดอย่าลืมว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมนั้นไร้พรมแดน นอกเหนือจากการเคลื่อนย้ายมลพิษทางน้ำและอากาศสู่บ้านเราซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยแค่ประมาณ 160 กิโลเมตรเท่านั้น จะยังมีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างชาติที่ได้รับผลกระทบปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้ามาในบ้านเราจำนวนมหาศาลกว่าที่เคยเป็นมาอีกด้วย

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

9 มี.ค. 2554
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม