เธอ ทรวงอก และสิ่งแวดล้อม

เธอ ทรวงอก และสิ่งแวดล้อม
มะเร็งนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ก็ยังไม่มีสาเหตุใดที่เราจะพูดได้เต็มร้อยว่าเป็นต้นเหตุของมะเร็ง ต่างจากปลายมีดแหลม ซึ่งถ้าเสียบหัวใจเมื่อไร ตายทั้งร้อยละร้อย ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงมะเร็งเต้านม ผู้รู้จึงมักเลี่ยงแต่พองามว่า มีหลายปัจจัยที่ส่งเสริมความเสี่ยงในการเป็น ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร ความอ้วน ระดับฮอร์โมน พฤติกรรมชีวิตว่าแต่งงานหรือไม่ และสารพิษจากสิ่งแวดล้อม
ในฉบับนี้ผู้เขียนจะเล่าความเป็นไปในโลกวิทยาศาสตร์ปัจจุบันว่า มีความพยายามอย่างไรบ้างในการหาคำตอบว่า สิ่งแวดล้อมนั้นมีเอี่ยวในการก่อให้เกิดมะเร็งกับอวัยวะที่ควรสวยที่สุดบนร่างกายสตรีอย่างไร
หลายปีมาแล้วที่สถาบันที่ทำงานเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมในประเทศสหรัฐอเมริกาคือ National Institute of Environmental Health Sciences (NIEHS) ได้ใช้เงินมหาศาลในการวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม การศึกษาเหล่านี้ได้รวมถึงการใช้สัตว์ทดลองเพื่อสร้างความเข้าใจบทบาทของสารเคมีที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงของการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน และความไวของพันธุกรรมของแต่ละคน ในการกระตุ้นการเกิดมะเร็ง
เหตุที่ NIEHS สนใจในเรื่องของมะเร็งเต้านมเป็นพิเศษเพราะข้อมูลทางสถิติบอกว่ามะเร็งเต้านมนั้นเป็นสาเหตุการตายระดับต้นของสตรีทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกามีข้อมูลว่าการตายของสตรีอายุ 20-59 ปี นั้นเกิดจากเต้านมเป็นมะเร็งเป็นหลัก และในปัจจุบันนี้ยังมีสตรีหลายล้านคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้พร้อมมะเร็งเต้านมเป็นเพื่อน มะเร็งชนิดนี้นักวิจัยของ NIEHS ค้นพบแล้วว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับยีนบางยีน
อย่างไรก็ดีแม้ว่านักวิจัยสามารถจำแนกปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมของสตรีได้ แต่ก็ยังงงๆ ว่าปัจจัยต่างๆ นั้นก่อผลร่วมกันด้วยกระบวนการใดจึงส่งผลให้เซลล์ธรรมดากลายเป็นเซลล์มะเร็ง ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยอมรับว่ามะเร็งเต้านมนั้นเกิดจากการผสมผสานกันระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรม ฮอร์โมน และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงมีการตั้งโครงการชื่อ The Sister Study (ซึ่งไม่ได้มีความหมายเกี่ยวกับแม่ชีในศาสนาโรมันคาทอลิกแต่ประการใดนะครับ)
คลานตามมาชะตากรรมเดียวกัน...หรือไม่
โครงการ The Sister Study ได้รับการสนับสนุนจาก NIEHS เพื่อหาหลักฐานยืนยันว่าพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยร่วมในการก่อให้เกิดโรคนี้ โดยอาสาสมัครเป็นสตรีซึ่งมีพี่หรือน้องเป็นมะเร็งเต้านมประมาณ 5 หมื่นคนที่มีอายุในช่วง 35 ถึง 74 ปี โดยมีพื้นเพเชื้อชาติแตกต่างกันไป
งานวิจัยนี้เปรียบเทียบรูปแบบพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมในการดำเนินชีวิตของแต่ละคนระหว่างอาสาสมัครที่ไม่เป็นมะเร็งและที่เป็นมะเร็งเพื่อหารหัสลับที่นำไปสู่การไขความจริงถึงปัจจัยที่น่าจะกำจัดได้เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม
อาสาสมัครแต่ละคนถูกสุ่มเก็บตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ เล็บเท้า และฝุ่นในบ้าน เพื่อนำไปวิเคราะห์สารกำจัดแมลง โลหะหนัก และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม นอกจากนี้นักวิจัยยังวิเคราะห์ความแตกต่างของหน่วยพันธุกรรมเฉพาะที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดมะเร็งเนื่องจากสารเคมีต่างๆ โดยอาสาสมัครทุกคนต้องกรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับประวัติสุขภาพ สภาพสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิต และรูปแบบของการใช้ชีวิตทุกปีจนกว่าจะจบโครงการหรือตายกันไปข้างใดข้างหนึ่ง
จากการศึกษาครั้งมโหฬารนี้ ทำให้ได้ข้อมูลสรุปถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมและปัจจัยด้านพันธุกรรมของอาสาสมัคร ซึ่งมีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมและมียีน BRCA1 ซึ่งนักวิจัยเพิ่งเริ่มเข้าใจแล้วว่าคือยีนที่เดิมควบคุมการเจริญของเซลล์ในเต้านมให้เป็นปกติเกิดการกลายพันธุ์ไป ส่งผลให้เซลล์ปกติเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็ง
ในปี 1994 นักวิจัยของ NIEHS ร่วมกับนักวิจัยของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งยูทาห์ (University of Utah) ค้นพบว่ายีนที่เรียกว่า BRCA1 นั้นเป็นยีนที่กลายพันธุ์มาจากยีนเดิมซึ่งทำหน้าที่ซ่อมแซมความผิดปกติของหน่วยพันธุกรรมของเซลล์เต้านมระหว่างการแบ่งเซลล์ การค้นพบต่อไปคือ สตรีที่มียีนผิดปกตินี้มีแน้วโน้มต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ปัจจุบันมีการค้นพบว่ายีนที่กลายพันธุ์และสนับสนุนการเกิดมะเร็งเต้านมนั้นมีอีกสองยีนคือ BRCA2 และ BRCA3 ซึ่งสารคดีทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งเคยให้ข้อมูลว่า สตรีอังกฤษที่ได้รับการพิเคราะห์ว่ามียีนดังกล่าวครบทั้งสามชนิดจะได้รับคำแนะนำให้ตัดเต้านมทิ้งเมื่ออายุเกินสามสิบปี แล้วทำเต้านมเทียมแทนเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม
อย่างไรก็ดีแม้ว่าพันธุกรรมดูจะมีความสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งเต้านม แต่ในการศึกษาฝาแฝดเหมือน (Twin studies) ของนักวิจัยชาวสแกนดิเนเวียแสดงให้เห็นว่า พันธุกรรมนั้นมีความสำคัญต่อการเกิดมะเร็งเต้านมเพียง 27% นอกนั้นมาจากสิ่งแวดล้อม ในขณะที่อีกการศึกษาหนึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่า อัตราการเป็นมะเร็งเต้านมของลูกสาวหรือหลานสาวของสตรีญี่ปุ่นที่อพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกานั้นได้เพิ่มขึ้นไปเท่ากับอัตราของสตรีอเมริกันทั่วไป การศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมการกินอาหาร ในการกำหนดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม
นักวิจัยหลายคนสันนิษฐานว่าการได้รับสารเคมีทั้งที่เกิดในธรรมชาติและที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นนั้นน่าจะมีอิทธพลต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ อากาศที่หายใจเข้าไป อาหารและเครื่องดื่มที่บริโภค และสารเคมีที่สัมผัสผิวหนัง ในสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานหนึ่ง คือ National Toxicology Program (NTP) ของ NIEHS ได้จัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็งในคนที่ยืนยันได้ในสัตว์ทดลอง สารเคมีเหล่านี้รวมถึงยา เช่น diethylstilbestrol ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเคยมีการจ่ายให้คนท้องเพื่อป้องกันการแท้งลูกและแก้อาการแพ้ท้อง ตลอดจนขยะเคมีทางอุตสาหกรรมการผลิตสีสังเคราะห์ ยางเทียม พลาสติกและโฟมต่าง ๆ
เด็กสาวกับสารพิษ
การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาดไร้สารพิษนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสตรี (ซึ่งคงต้องรวยเป็นพิเศษหรือผิดปกติ) มีผู้ศึกษาพบว่าการที่เด็กหญิงได้รับสารพิษบางชนิดจากสิ่งแวดล้อมก่อนเริ่มเป็นสาวนั้นมีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม
ระหว่างการพัฒนาของเต้านมนั้น เนื้อเยื่อจะประกอบด้วยเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เซลล์ที่ยังใหม่อยู่นี้มีความไวต่อการที่จะเปลี่ยนไปเนื่องจากสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบเช่นเดียวกันว่าสารเคมีบางชนิดสามารถถ่วงเวลาของการพัฒนาของเซลล์ต่อมน้ำนม (mammary gland cell) ให้นานขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้สารเคมีชนิดเดียวกันหรืออีกชนิดหนึ่งออกฤทธิ์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเซลล์นั้นไปเป็นมะเร็ง
ในความพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสสารพิษจากสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมนั้น NIEHS ได้ทำงานร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (US.NCI) ซึ่งให้ทุนวิจัยแก่หน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมและสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสืบสวนผลกระทบของการได้สัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อมของทารกก่อนคลอดและช่วงเป็นเด็กต่อการพัฒนาต่อมน้ำนมว่า มีการปรับเปลี่ยนความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อโตเป็นสาวอย่างไร เมื่อจบโครงการ ผลการศึกษานี้คงจะช่วยให้สตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสามารถจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าวด้วยการลดการสัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม
การศึกษาดังกล่าวเริ่มในปี 2003 ตามที่วางสมมุติฐานเกี่ยวกับการสัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม โดยวิธีการแรกใช้สัตว์ทดลองและเซลล์ทดลอง (Cell cultures) ส่วนอีกวิธีนั้นเป็นการศึกษาทางระบาดวิทยาในมนุษย์
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานฟรานซิสโก (San Francisco) ซึ่งใช้หนู mouse พบว่า การพัฒนาสเตมเซลล์ให้กลายเป็นเซลล์ต่อมน้ำนมที่สมบูรณ์แบบนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของยีน GATA-3 ถ้ายีนนี้ไม่ทำงาน การพัฒนาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น แต่ทำให้เซลล์จะกลายไปเป็นเซลล์มะเร็งแทน แสดงว่ายีนนี้มีความสำคัญมากเหมือนกันในการกำหนดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม
ที่มหาวิทยาลัยแห่งซินซินเนติ (University of Cincinnati) มีการศึกษาเกี่ยวกับผลของอาหารและความอ้วนในวัยเด็กต่อการพัฒนาของเซลล์เต้านมในประเด็นความเสี่ยงของมะเร็งชนิดนี้ในช่วงหลังของชีวิต โดยการศึกษาขั้นต้นในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นว่า การให้สัตว์ได้กินถั่วเหลืองและพืชอื่นๆ ที่มีสาร phytoestrogen นั้นอาจมีผลต่อทั้งการพัฒนาของต่อมน้ำนมและความไวของต่อมต่อสารก่อมะเร็งเต้านม นอกจากนี้นักวิจัยยังได้ทดสอบสมมุติฐานว่า ความอ้วนในช่วงก่อนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ของเด็กสาวอาจทำให้เด็กมีประจำเดือนเร็วกว่าปกติและเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม
ส่วนนักวิจัยอีกทีมที่ Fox Chase Cancer Center ได้ทดลองให้หนู rat ได้รับสารช่วยในการผลิตพลาสติก (plasticizers) ซึ่งเป็นสารรบกวนการทำงานระบบฮอร์โมนของสัตว์ชั้นสูง (endocrine disruptores) สารเหล่านี้ได้แก่ Bisphenol A และ Benzylbutylphthalate ผลการศึกษาพบว่าในช่วงที่เซลล์ต่อมน้ำนมกำลังพัฒนา ยีนที่ช่วยการพัฒนาเซลล์ถูกกระตุ้นให้ทำงานเมื่อได้รับสารพิษนี้ ขั้นตอนของกระบวนการนี้ขึ้นกับความเข้มข้นของสารพิษที่สัตว์ทดลองได้รับ ทั้งนี้ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดเข้าใจว่า การทำงานของยีนต่างๆ โดยเฉพาะยีนที่ควบคุมการแบ่งเซลล์หรือพัฒนาให้เซลล์ทำงานได้นั้น ต้องถูกกาลเทศะ เมื่อใดที่ยีนทำงานซี้ซั้ว อาจเพราะถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีที่ได้รับจากภายนอกร่างกาย โอกาสที่เซลล์จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ผิดปกติจะเกิดขึ้น
สำหรับนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกน (Michigan State University) ได้เน้นการศึกษาไปที่บทบาทของ progesterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในช่วงกลางของการมีระดูของสตรีแต่ละเดือน ต่อการเกิดมะเร็งเต้านม นักวิจัยทีมนี้ได้ใช้สัตว์ทดลองศึกษาผลของฮอร์โมนดังกล่าวต่อการเจริญของเซลล์ต่อมน้ำนม ซึ่งทำให้เริ่มเห็นบทบาทลางๆ ของฮอร์โมนนี้ในเรื่องการเกิดมะเร็งเต้านม
สารเคมีจากสิ่งแวดล้อม
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจเป็นพิเศษว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อมะเร็งในบางภูมิภาคของสหรัฐอเมริกาที่มีอัตราการเป็นมะเร็งเต้านมสูง ในช่วงทศวรรษของปี 1990 นั้น NIEHS และ NCI ได้ร่วมกันให้ทุนวิจัยแก่ The Long Island Breast Cancer Study Project ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมประเด็นการศึกษามากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในการศึกษาประเด็นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม โดยพิจารณาจากการเป็นมะเร็งเต้านมของประชากรบนเกาะลองไอส์แลนด์ มลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งมีอัตราสูง
นักวิจัยได้มุ่งเน้นการศึกษาที่สารพิษ 3 ชนิดที่แพร่กระจายสู่ชาวเกาะคือ สาร Organochlorine รวมถึง DDT ซึ่งถูกห้ามใช้ในสหรัฐฯ นานแล้ว และอนุพันธ์คือ DDE สาร Polychlorinated biphenyls ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในระบบระบายความร้อนของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องแปลงความดันกระแสไฟฟ้า โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ (ท่านผู้อ่านสามารถสังเกตกลิ่นสารกลุ่มนี้ได้ไม่ยาก เพียงเปิดโทรทัศน์แล้วเข้าไปดมใกล้ ๆ ก็จะได้กลิ่นสารเคมีลอยออกมา นั่นแหละ...ใช่เลย) และสาร Polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) ซึ่งเป็นสารพิษตัวแม่ในการก่อมลพิษทางอากาศที่ได้จากการใช้ถ่านหินและน้ำมันเตาในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งกลิ่นที่ระบุการปรากฏตัวของสารเคมีกลุ่มนี้ คือ ควันต่าง ๆ ไม่ว่าในอาหาร ในท้องถนนหรือในเทวสถาน แม้ว่าผลของการศึกษาจะบ่งว่า PAH น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม แต่นักวิจัยก็ยังละล้าละลังไม่กล้าฟันธงลงไปได้เลยทีเดียว อาจเป็นเพราะมันไปเกี่ยวกับอาหารปิ้งย่าง รมควัน ซึ่งถ้าผลออกมาว่ากินอาหารปิ้งย่าง รมควัน แล้วเป็นมะเร็งเต้านม กระแสตอบรับงานวิจัยนี้คงวิจารณ์กันแหร่มไปเลย
นอกจากนี้บนเกาะดังกล่าวยังมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสโตนีบรู๊ก (Stony Brook University) ที่ศึกษาพบว่า สนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายส่งไฟฟ้ากำลังสูงนั้นไม่ได้มีผลต่อความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมอย่างที่เคยมีผู้ตั้งสมมุติฐานไว้ เรื่องของสนามแม่เหล็กจากสายส่งไฟฟ้ากำลังสูงนั้นมีสมมุติฐานก่อให้เกิดมะเร็งอื่นๆ อีกเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่พิสูจน์อย่างไรก็ไม่ชัดเจนเสียที
ยังมีการศึกษาที่คล้ายกันซึ่งได้ทุนจาก NIEHS และสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา โดย The Northeast Mid-Atlantic Breast Cancer Program ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาแยกกัน 5 กรณี โดยที่การศึกษา 2 กรณีทำในนิวยอร์ก กรณีหนึ่งทำในคอนเน็ทติกัต และอีก 2 กรณีทำที่รัฐแมริแลนด์ และ the Nurses’ Health Study ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ซึ่งรวมแล้วเป็นการศึกษาระดับชาติเพื่อดูปัจจัยความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรังในสตรี โดยในแต่ละกรณีนั้น อาสาสมัครทั้งที่เป็นมะเร็งและไม่เป็นมะเร็งถูกเจาะเลือดเพื่อหาปริมาณ DDT DDE และ Polychlorinated biphenyls จากนั้นผลการศึกษาทั้ง 5 กรณีถูกนำมารวมกัน ผลการศึกษานั้นไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติว่า สารพิษเหล่านี้เพิ่มการเป็นมะเร็งเต้านมในสตรี
ถึงแม้ข้อมูลที่มีการศึกษาในกลุ่มชนยังไม่ระบุชัดเจนว่า สารพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยการก่อมะเร็งเต้านมก็ตาม แต่ข้อมูลจากการใช้สัตว์ทดลองให้ได้รับสารพิษที่ถูกปล่อยเข้าสิ่งแวดล้อมในขนาดที่สูงนั้นทำให้นักวิจัยด้านนี้เครียดน่าดู ทั้งนี้เพราะสารพิษจากสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่จะสะสมในร่างกายนานมาก จนน่ากังวลว่าวันหนึ่งที่ระดับการสะสมสูงถึงจุดที่มันสามารถออกฤทธิ์ได้ ก็คงต้องเต้าใครเต้ามัน ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะคนที่มีบ้านอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้สารพิษทั้งหลายในการผลิตสินค้า ก็อาจมีโอกาสถูกหวยมากหน่อย
