เรื่องสยองของไดออกซิน ตอนที่ 1

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

เรื่องสยองของไดออกซิน ตอนที่ 1

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

สารเคมีกลุ่มหนึ่งเป็นสารพิษในสิ่งแวดล้อมที่สามารถเข้าไปวุ่นวายในระบบลูกโซ่อาหาร สารพิษนี้ก่อความกังวลในนักพิษวิทยามาหลายทศวรรษแล้ว และยังหาทางแก้ไขได้ไม่น่าพอใจ ที่สำคัญคือ เมื่อมันมาก่อปัญหาในเมืองไทย ความหวังที่จะแก้ไขดูเลือนลางเต็มทน สารนั้นคือ สารพิษในกลุ่มไดออกซิน (dioxin)

ไดออกซิน (dioxin) คืออะไร
ไดออกซินเป็นสารพิษที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์โดยไม่ตั้งใจ แต่การแพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมนั้นเป็นไปด้วยความตั้งใจที่ไม่เจตนา ฟังดูก็เหมือนว่าผู้เขียนสับสน จึงต้องอธิบายต่อว่า ไดออกซินส่วนใหญ่แล้วปนเปื้อนในกระบวนการผลิตหรือทำลายที่เกี่ยวเนื่องกับ "คลอรีน" โดยไม่ตั้งใจ เช่น โรงงานผลิตสารเคมีและยากำจัดศัตรูพืช โรงงานฟอกย้อมกระดาษ โรงงานผลิตพลาสติกชนิดพีวีซี (Polyvinylchloride) โรงเผาขยะ แม้แต่การเผาศพที่ใส่เสื้อผ้าที่มีธาตุคลอรีนเป็นองค์ประกอบ

ชื่อไดออกซินนั้น เป็นชื่อสามัญประจำบ้านซึ่งโยงไปถึงกลุ่มของสารเคมีที่เรียกทางเคมีว่า คลอริเนตเต็ดไดเบ็นโซพาราไดออกซิน (chlorinated dibenzo-p-dioxins) ซึ่งมีสมาชิกที่วิเคราะห์ได้แล้วกว่า 75 ชนิด

ในแต่ละชนิดของไดออกซินนั้นอาจมีอะตอมของคลอรีนเป็นองค์ประกอบได้ถึง 8 อะตอมในแต่ละโมเลกุล ความแตกต่างของจำนวนอะตอมของคลอรีน และตำแหน่งที่อะตอมของคลอรีนเข้าไปเป็นองค์ประกอบนั้นมีความสำคัญต่อคุณสมบัติทาง เคมี และ ฟิสิกส์ของสารแต่ละตัว

สารไดออกซินชนิดที่มีความร้ายแรงที่สุดคือ 2,3,4,7-เท็ตตระคลอโรไดเบ็นโซพาราไดออกซิน (2,3,7,8-tetrachlorodibenzo-p-dioxin) หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า 2,3,7,8-TCDD หรือให้ง่ายกว่านั้นและเป็นที่ยอมรับในวงการพิษวิทยาคือ TCDD

พิษของไดออกซินเป็นที่รับรู้กันมานานแล้วอย่างน้อยก็ 30 ปีขึ้นไป เพราะผู้เขียนยังจำได้ว่า เคยฟังคำบรรยายของอาจารย์ที่เป็นประธานหลักสูตรพิษวิทยาที่ผู้เขียนไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐยูทาห์ โดยอาจารย์ได้บรรยายถึงความเลวร้ายของสารพิษนี้ว่ายังไม่มีใครชี้ชัดได้ว่า ปริมาณไดออกซินที่คนรับเข้าไปในร่างกายแล้วเกิดอันตรายนั้นควรเป็นเท่าใด เนื่องจากว่าไดออกซินปนเปื้อนในสภาวะแวดล้อมทั่วไป และคนก็รับเข้าไปทุกวันทั้งผ่านการกิน การสูดดม นอกจากนี้เนื้อ นม ไข่ ปลา เป็นแหล่งอาหารที่มีไดออกซินปนเปื้อนเป็นประจำเนื่องจากสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีสารพิษนี้ปนเปื้อน

แหล่งที่มาของไดออกซิน
TCDD นั้นถูกค้นพบครั้งแรกเป็นสารปนเปื้อนในการผลิต คลอริเนตเต็ดฟีนอล (chlorinated phenols) ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1950 ซึ่งเมื่อทำการศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ทดลองหลายชนิดแล้วก็พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า เป็นสารพิษที่มีความร้ายแรงมากที่สุดที่มนุษย์เคยมีส่วนในการทำให้เกิดขึ้นในโลกนี้ ในบางการทดลองสารพิษนี้ออกฤทธิ์จนไม่สามารถศึกษาต่อได้เพราะสัตว์ทดลองตายหมด จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ขยาดถ้าต้องทำงานเกี่ยวกับสารพิษชนิดนี้

ข้อมูลความเป็นพิษในมนุษย์นั้นเป็นข้อมูลที่ได้จากอุบัติเหตุที่มีการระเบิดของโรงงานผลิตสารเคมีชื่อ Givaudan Corporation ในเมือง เซเวโซ (Se’veso)ของประเทศอิตาลีเมื่อปี 1976 โรงงานนี้ผลิต เฮกซาคลอโรฟีน (hexachlorophene) ซึ่งสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่สมัยหนึ่งมีการผสมลงในแป้งเด็กหลายยี่ห้อ และเคยวางขายในประเทศไทยเมื่อผู้เขียนยังเล็กอยู่

การเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ แต่ที่ชาวเมืองเซเวโซต้องปวดร้าวมากที่สุดก็คือ ไม่มีการอพยพอย่างทันการหลังการระเบิด บริษัทได้ปิดข่าวเพราะกลัวการลงโทษจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และปล่อยสารพิษที่ปนเปื้อนในการผลิตคือ TCDD และสารกลุ่มเดียวกันกระจายไปทั่วเมือง

นอกจากนี้ก็ยังมีอุบัติเหตุแบบนี้เกิดในสหรัฐอเมริกาหลายครั้งในโรงงานผลิตไตรคลอโรฟีนอล (trichlorophenol) เมื่อเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง สารพิษกลุ่มไดออกซินก็จะแพร่กระจายไปในอากาศ น้ำ และสุดท้ายเข้าสู่วงจรอาหารของมนุษย์และสัตว์ ขนาดในสหรัฐอเมริกายังเกิดเรื่องแบบนี้ แล้วพี่ไทยจะเหลือหรือ ขอให้ลองพิจารณาปัญหาที่มาบตาพุดก็แล้วกันว่ามีกรณีการปิดข่าวหรือไม่ เวลามีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น

อุบัติเหตุการปล่อยไดออกซินเข้าสู่สิ่งแวดล้อมของเมืองไทยนั้นที่ชัดเจนที่สุดคือ กรณีการปล่อยของเสียของโรงงานผลิตกระดาษ ซึ่งใช้คลอรีนเป็นสารฟอกสีลงสู่ลำน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ในครั้งนั้นเป็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สัตว์น้ำครั้งใหญ่ และมีผู้เก็บตัวอย่างน้ำส่งไปตรวจหาปริมาณไดออกซินที่ประเทศฝรั่งเศส (ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และ ญี่ปุ่น ที่สามารถตรวจวัดสารประเภทนี้ได้ในสมัยเมื่อ 20 กว่าปีนั้น) พบว่าปริมาณการปนเปื้อนนั้นอยู่ระดับสูงจนน่าตกใจ และข่าวนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ในเมืองไทย สุดท้ายข่าวก็เงียบไปพร้อมกับการที่ต้องบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ว่า สุดท้ายมีการสั่งไม่ฟ้องโรงงานตามที่หน่วยราชการหนึ่งฟ้อง ข้อมูลที่ไม่มีการยืนยันกล่าวถึงเหตุผลการสั่งไม่ฟ้องว่า เพราะหน่วยงานนั้นไม่ได้เป็นเจ้าของแม่น้ำ มีแต่เพียงหน้าที่ดูแลเท่านั้น จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

ผลิตภัณฑ์ที่มีการปนเปื้อนของไดออกซิน
ดังที่กล่าวแล้วว่าไดออกซินเกิดจากกระบวนการผลิตสารเคมีที่มีคลอรีนเข้าไปอยู่ร่วมในกระบวนการผลิต ดังนั้นการปนเปื้อนจึงมีในหลายผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญได้แก่สารกำจัดวัชชพืช ซึ่งก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่า วัชชพืชตามที่นักวิชาการเกษตรกล่าวถึงบ่อย ๆ นั้น คือ พืชที่ กินไม่ได้ ขายไม่ได้ ไม่ควรอยู่ร่วมโลกกับพืชที่กินได้ ขายได้

นักวิชาการเหล่านี้ไม่ค่อยได้สนใจกับความสัมพันธ์ของพันธุ์พืชที่ต่างกันในระบบนิเวศน์วิทยา สิ่งที่นักวิชาการเหล่านี้โดยเฉพาะที่มาจากสหรัฐอเมริการู้คือ ถ้าจะปลูกพืชที่ต้องการ ต้องกำจัดทุกอย่างให้เรียบเตียน เริ่มจากการฆ่าหญ้าซึ่งเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว จากนั้นก็จัดการกับพืชใบเลี้ยงคู่ เมื่อได้ทะเลดินที่ต้องการแล้วจึงปลูกพืชที่กินได้ ขายได้ ตามด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีที่ซื้อจากต่างประเทศ และเพื่อให้ครบสูตรที่ได้รับการสั่งสอนมาก็ต้องตามด้วยสารกำจัดศัตรูพืชต่าง ๆ (ซึ่งก็ไม่มีปัญญาผลิตในประเทศ) อย่างมโหฬาร จึงทำให้ต้นทุนการผลิตนั้นสูงส่งจนชาวไร่ชาวนาร่ำรวยหนี้ไปตาม ๆ กัน

ปัญหาที่เกิดจากไดออกซินนั้นเคยเป็นกรณีศึกษาที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง เรื่องของเรื่องคือ สมัยที่กองทัพสหรัฐเปิดฉากทิ้งระเบิดปูพรมหวังกำจัดเวียดกงให้สิ้นซากในสงครามเวียดนามนั้น ได้มีการดำรินำเอาสาร 2,4 D (dichlorophenoxyacetic acid) และสาร 2,4,5-T (Trichlorophenoxyacetic acid) ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชมาผสมกันในปริมาณเท่ากัน ได้เป็นสารซึ่งมีสีส้ม ซึ่งนำมาสู่การเรียกกันเล่น ๆ ว่า Agent Orange

สาร 2,4 D (dichlorophenoxyacetic acid) นั้นจริงแล้วไม่ใช่ตัวก่อปัญหา เพราะถ้าใช้ในความเข้มข้นต่ำสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช แต่ถ้าใช้ในความเข้มข้นสูงกลับกลายเป็นสารกำจัดวัชพืชใบกว้าง เพราะมีฤทธิ์ของความเป็นออกซินสูงมาก โดยพืชใบเลี้ยงคู่ไวต่อการตอบสนองต่อ 2,4- D มากกว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

ในทางการเกษตร ใช้ 2,4-D ในการป้องกันการร่วงและการเพิ่มขนาดของผลส้ม การพ่นผลส้มในระยะผลแก่จัดก่อนเปลี่ยนสีด้วย 2,4-D ช่วยป้องกันผลร่วงในส้มเกลี้ยงได้ดี ถ้าใช้ร่วมกับจิบเบอเรลลินจะได้ผลดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยการเพิ่มการติดผลของมะเขือยาวหรือมะเขือม่วง การฉีดพ่นช่อดอกมะเขือยาวในระยะที่ดอกบานได้ 2-3 ดอกแล้ว ด้วย 2,4-D ผสมกับยาจับใบ เพิ่มการติดผลได้ ในด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช สาร2,4–D เป็นออกซินที่มีบทบาทสำคัญในการชักนำให้เกิดแคลลัส และการทำงานร่วมกับไซโตไคนินให้เกิดโซมาติกเอ็มบริโอ

สิ่งที่สหรัฐอเมริกามหามิตรปวดเฮดมากก็คือ มาพบในภายหลังว่าในการผลิต 2,4,5-T ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานกับ 2,4-D นั้นกลับมีสารกลุ่มไดออกซินคือ TCDD ปนเปื้อนในปริมาณสูงถึงระดับ 60 ppm ถ้าโรงงานควบคุมอุณหภูมิการผลิตไม่ดี

ที่ทำให้คนไทยควรเจ็บกระดองใจคือ ก่อนมหามิตรจะนำสารนี้ไปใช้ในเวียดนาม ได้เคยนำมาใช้ทดสอบประสิทธิภาพโดยลองโปรยที่บริเวณป่าหลังค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในช่วงปี 2507-2508 ซึ่งช่วงนั้นประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัตน์ และเมื่อสารพิษเหลือก็จัดการฝังกลบไว้ตรงสนามบินบ่อฝ้าย ลุเวลาผ่านไปได้ราว 30 ปี ถังบรรจุก็เป็นสนิมทะลุปล่อยสารพิษไหลออกมาปนเปื้อนกับสิ่งแวดล้อม ให้ได้เป็นกรณีศึกษาของนักสิ่งแวดล้อมไทยต่อไป

มหามิตรของเราให้ความสนใจกับตัวไดออกซินมากเนื่องจากพบว่า มีทหารผ่านศึกอเมริกันจากสงครามเวียดนามที่อยู่ในหน่วยปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการโปรยสารสีส้มจากเครื่องบิน เกิดอาการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคต่างๆ สูงผิดปกติ ทหารผ่านศึกเหล่านั้น ฟ้องร้องรัฐบาลอเมริกันและบริษัทผู้ผลิตสารสีส้มเป็นเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการการสอบสวนค้นหาความจริงและสั่งถอนชื่อ 2,4,5-T ออกจากบัญชีสารกำจัดศัตรูพืช และจ่ายเงินให้ผู้ฟ้องร้องหลายสตางค์อยู่

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวพันกับไดออกซินนั้นเกิดขึ้นที่อ่าวโฮมบุช ซึ่งเป็นบริเวณสถานที่จัดแข่งขันโอลิมปิก 2000 ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีบริษัทก่อสร้างสนามกีฬาพบว่า มีกากสารพิษปริมาณกว่า 300 ตัน ที่มีไดออกซินปนเปื้อนอยู่ราว 30 กิโลกรัม ถูกแอบฝังกลบอยู่บริเวณเหนืออ่าวนครซิดนีย์ที่มีโรงละครโอเปร่าที่ทุกคนที่ไปเยือนซิดนีย์ต้องไปโพสต์ท่าถ่ายรูป (และอาจได้รับสารไดออกซินกันเป็นของแถม) ทั้งนี้เพราะในอดีตพื้นที่ดังกล่าวมีโรงงานผลิตสารเคมีชื่อยูเนียนคาร์ไบด์ตั้งอยู่

แหล่งของไดออกซินที่สำคัญอีกแหล่งคือ การปนเปื้อนระหว่างการผลิตสารเคมีกลุ่ม โพลีคลอริเนตเต็ดไบฟีนีล (polychlorinated biphenyls) หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า พีซีบี  (PCBs) ซึ่งเป็นมัจจุราชต่อสิ่งแวดล้อมที่มาแทนที่ ดีดีที
สารพีซีบีนั้นมีคุณสมบัติที่พึงปรารถนาของวงการอุตสาหกรรมตรงที่เป็นของเหลวที่เสถียร (คือไม่ข้องแวะกับสารเคมีอื่น) ทนร้อน ไม่ติดไฟ และไม่นำไฟฟ้า จึงใช้มากที่สุดในระบบไฟฟ้ากำลังขนาดสูง เช่นในทรานฟอร์มเมอร์ที่ติดบนเสาไฟฟ้าเหนือหัวเราหรือใหญ่กว่านั้นก็อยู่บนพื้น ใช้ในแคแปซิเตอร์หรือตัวเก็บประจุขนาดใหญ่ ตลอดจนในพิมพ์ดีดไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ผู้ใช้เครื่องไฟฟ้าเหล่านี้สามารถทดลองรับสารนี้เข้าสู่ร่างกายได้ในขณะที่เครื่องใช้เหล่านี้ร้อนขึ้น จะมีกลิ่นเฉพาะระเหยออกมาให้สูดดม สิ่งนั้นคือ พีซีบี 

กรณีเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าถ้าพิจารณาให้ดี ๆ จากข้อมูลที่ไม่ยืนยันว่าพนักงานพิมพ์ดีดหลายส่วนมักเป็นวัณโรคปอดเมื่อทำงานไปนาน ๆ โดยที่สาเหตุหนึ่งอาจมาจากสารพีซีบีที่ระเหยขึ้นขณะเครื่องพิมพ์ดีดถูกใช้งานจนร้อน เพราะสารนี้มีโทษสมบัติคือ เป็นสารกดภูมิต้านทานของมนุษย์ อย่างไรก็ดี พนักงานพิมพ์ดีดส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักได้รับสารนี้จากจอคอมพิวเตอร์ที่เป็นชนิด CRT เป็นส่วนใหญ่

โอกาสเข้าสู่สภาวะแวดล้อมของไดออกซินที่ปนเปื้อนในพีซีบีก็คือ การทิ้งชิ้นส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้งานไม่ได้แล้วลงคูคลองและทุ่งนา ด้วยความไม่ระวังตามนิสัย ทำได้ตามใจคือไทยแท้

นอกจากนี้ พีซีบีก็ยังเกิดได้จากการฟอกสีกระดาษให้ขาว แล้วมีการนำกระดาษไปใช้ทำผลิตภัณฑ์บรรจุอาหาร เช่นกล่องบรรจุนม เป็นต้น ดังนั้นในกรณีการใช้กระดาษผลิตเป็นภาชนะบรรจุอาหารจึงต้องทำการเคลือบด้วยแผ่นพลาสติกบางใสหลาย ๆ ชั้น เพื่อกันการปนเปื้อนของไดออกซินสู่อาหาร

ไดออกซินนั้นยังสามารถเกิดได้ในกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนในน้ำประปา ฟังเพียงเท่านี้เสือหิวที่ขายบริการล้างพิษ หรือขายอาหารเสริมที่กล่าวอ้างว่าต้านมะเร็งได้ คงจะตีปีกว่าผู้เขียนออกมายอมรับ
แต่ช้าก่อนและหุบปีกลง

...เพราะปริมาณของไดออกซิน ซึ่งอาจรวมถึงสารกลุ่มที่เรียกว่า ฮาโลจีเนตเต็ดไฮโดรคาร์บอน (halogenated hydrocarbon) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีนในน้ำประปานั้นเกิดในปริมาณต่ำสุด ๆ คือ วัดเป็น ส่วนในพันล้านล้านส่วน (1015 ส่วน) ในขณะที่ปริมาณที่พบในอาหารอื่นอยู่ในระดับเป็น ส่วนในล้านล้านส่วน (1012 ส่วน)
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม