ข้าวมันไก่กับการข้ามเพศและมะเร็งเต้านม

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ข้าวมันไก่กับการข้ามเพศและมะเร็งเต้านม

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

จริงหรือว่าเด็กชายข้ามเพศได้เพราะกินไก่ทอด
ปัญหาเรื่องเอสโตรเจนนั้น มีผู้สันนิษฐานทั้งในเว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า การที่เด็กชายสมัยนี้ หลายคนมีแนวโน้มการก้าวข้ามเพศสูงขึ้นนั้นเพราะกินไก่ทอด ซึ่งปรุงจากไก่ที่เลี้ยงโดยใช้สารสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับเอสโตรเจน แล้วเหลือตกค้างในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายสู่ผู้บริโภค

คำถามที่สำคัญคือ เด็กชายสามารถข้ามเพศได้หรือไม่ถ้ากินไก่ที่ปนเปื้อนสารที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนตกค้างอยู่

คำตอบ (ซึ่งไม่ยากนัก) คือ ไม่ได้ เพราะการข้ามเพศทางสรีระของร่างกายในคนนั้นไม่ใช่ของง่าย ปรากฏการณ์นี้สามารถเกิดได้ในสัตว์บางชนิดเท่านั้น เช่นปลาการ์ตูนที่เมื่อออกจากไข่แล้วสามารถเปลี่ยนเพศไปตามสิ่งแวดล้อม

ในสังคมของปลาการ์ตูนนั้น โดยปกติกลุ่มหนึ่งจะมีปลาเพศเมียเพียงตัวเดียว โดยปลาตัวผู้ที่ตัวใหญ่ที่สุดในฝูงจะเปลี่ยนกลายเป็นปลาเพศเมียซึ่งมีสีสันไม่สดใส มีพฤติกรรมก้าวร้าว ส่วนปลาเพศผู้มีขนาดเล็กกว่า จะคงสถานะทางเพศและสีสันสวยงามกว่า

ในทางชีววิทยาอธิบายว่า หลังจากลูกปลาการ์ตูนฟักออกจากไข่แล้วจะยังไม่ปรากฏเพศ จนกว่าเมื่อเป็นตัวเต็มวัยจึงปรากฏเป็นปลาเพศผู้ทั้งหมด จากนั้นสิ่งเร้าจากภายนอกและภายในจะกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนเฉพาะเพศผู้ส่งไปที่อัณฑะเพื่อให้สามารถผลิตสเปิร์ม ขณะเดียวกันสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกำหนดให้ปลาเพศผู้ในปลารุ่นเดียวกันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเปลี่ยนไปเป็นปลาเพศเมีย โดยต่อมไฮโปธาลามัสส่งคำสั่งไปยังต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนเฉพาะของเพศเมีย ส่งไปอวัยวะเป้าหมายคือรังไข่ เพื่อผลิตไข่ ดังนั้นถ้าเพศเมียเกิดตายไป ปลาการ์ตูนเพศผู้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แข็งแกร่งที่สุด จะเกิดการเปลี่ยนเพศทดแทนทันทีภายใน 4 สัปดาห์ โดยจะเพิ่มขนาดอย่างรวดเร็ว พร้อมสีสันสวยน้อยลง แล้วกลายเป็นเพศเมียแทน (รายละเอียดดูได้จาก http://pet.kapook.com/view10052.html)

แต่สำหรับคนเราแล้ว การข้ามเพศทางกายนั้นต้องอาศัยมีดหมอและเข็มฉีดยาเท่านั้น ส่วนทางใจนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังไม่กล้ายืนยันว่ามี gay gene หรือไม่ อย่างไรก็ดีมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ตั้งสมมติฐานว่า “การที่คนจะรักเพศเดียวกันนั้น น่าจะมีเรื่องของปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการทำงานของยีนเป็นตัวกำหนด”ปัจจัยนี้ภาษาทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า epigenetic factor ซึ่งรวมทั้งอาหารและโภชนาการด้วย รายละเอียดนั้นท่านผู้อ่านสนใจไปดูได้ที่ http://www.foxnews.com/health/2012/12/11/homosexuality-ultimately-result-gene-regulation-researchers-find

ดังนั้นประเด็นเรื่อง การกินอาหารแล้วได้รับสารตกค้างประเภทที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการข้ามเพศในเด็กชายนั้น ยังเป็นเรื่องอีกยาวนานที่รอการพิสูจน์ แต่ที่ไม่ต้องพิสูจน์ก็คือ ถ้ามีสารเคมีที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนตกค้างในอาหารนั้น ผู้ที่บริโภคเข้าไปอาจเกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะถ้าสารนั้นคือ DES หรือ diethylstilbestrol
 

DES สารก่อปัญหา
ปัจจุบันการนำ DES เข้ามาในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศเรื่อง การนำยา เภสัชเคมีภัณฑ์ เกลือของเภสัชเคมีภัณฑ์และเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2545 เพิ่มเติมจากการต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ด้วยเหตุนี้สถานภาพของ DES นั้นจึงดูว่าไม่น่าจะมายุ่งเกี่ยวกับคนไทยได้สักเท่าไร ยกเว้นกรณีการลักลอบนำเข้า หรือนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายเพื่อใช้ในการรักษาเฉพาะเรื่อง แต่ถูกแอบนำไปใช้ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์ การที่ DES ถูกดูแลแบบเข้มงวดนั้นเพราะเป็นสารเคมีที่มีประวัติการก่ออันตรายในคน

ผู้เขียนรู้จัก DES ในช่วงที่ไปเรียนด้านพิษวิทยาที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่สารนี้เพิ่งถูกถอนจากการใช้เป็นยาแก้แพ้ท้องใหม่ๆ อาจารย์ของผู้เขียนได้เล่าประวัติและเรื่องราวของยาตัวนี้ ซึ่งทำให้สามารถเทียบเคียงได้ว่า มันน่าจะเป็นสารตัวเดียวกับที่เคยมีการใช้ในการฝังหัวไก่ที่ถูกตอนแล้ว (ในช่วงปี พ.ศ. 2520) เพื่อให้ได้ไก่ตอนตัวใหญ่ซึ่งเมื่อนำไปทำข้าวมันไก่ก็จะเป็นไก่ที่มีเนื้อนุ่มลิ้นชิ้นหนาใหญ่

สาร DES นั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1938 โดยนักศึกษาชื่อ Leon Golbergซึ่งทำวิจัยกับ Sir Robert Robison ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด จากนั้นวิธีการสังเคราะห์ก็ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1938 ที่น่าสนใจก็คือ เนื่องจากสารนี้ถูกสังเคราะห์โดยผู้ที่ได้รับทุนวิจัยของรัฐบาลอังกฤษ ดังนั้นจึงจดสิทธิบัตรไม่ได้ตามกฏหมายของอังกฤษ บริษัทยากว่า 200 แห่ง และบริษัทผลิตสารเคมีทั่วโลกจึงผลิตสารนี้เพื่อขายกันอย่างสนุกสนาน

DES เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทดแทนสารลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อ Stilboestrol ซึ่งถูกห้ามใช้ไปก่อนหน้านั้น สารเหล่านี้สามารถออกฤทธิ์ได้เหมือนฮอร์โมนเพศหญิงคือ เอสโตรเจน ทั้งที่ไม่ได้เป็นสารสเตียรอยด์ ในทางพิษวิทยาแล้วสารเคมีประเภทนี้อยู่ในกลุ่มสารพิษที่เรียกว่า สารรบกวนการทำงานของฮอร์โมน (hormone-disrupting chemicals หรือ endocrine disruptor)เพราะสามารถไปทำให้ระบบฮอร์โมนปรกติในร่างกายเราเพี้ยนไปได้

เท่าที่ปรากฏเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ได้รับสาร DES จากการตกค้างในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และจากการใช้เป็นยาแก้แพ้ท้องและป้องกันการแท้งลูกซึ่งต่อมาในปี 1971 ก็ถูกค้นพบว่า สารเคมีตัวนี้ก่อให้เกิดปัญหาในเด็กที่เกิดจากแม่ที่กินยาในช่วงตั้งท้องลูกคน ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาจึงได้ถอนใบอนุญาตการใช้ยานี้ในหญิงที่ท้อง

สมัยที่สารนี้ยังได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นยาในสหรัฐอเมริกานั้น DES ถูกใช้ในการรักษาโรคหลายโรค โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของสตรี แต่ก็ถูกยกเลิกไปในที่สุดเนื่องจากมียาชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติดีกว่า เพราะยาชนิดอื่นนั้นผลิตมาด้วยการทำวิจัยแบบมีจุดมุ่งหมายทางการค้า ซึ่งต่างจาก DES ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ ดังนั้นการทำวิจัยเกี่ยวกับการรักษาจึงไม่มีอย่างแท้จริง แต่ก็มีผู้นำไปใช้ในการรักษาอาการของมะเร็งต่อมลูกหมากตั้งแต่ปี 1941 นานถึง 40 ปี จึงเลิกไปในปี 1985 เพราะมียาที่ได้ผลเหมือนกัน แต่ไม่มีผลข้างเคียงเหมือน DES ในแง่ที่สารตัวนี้ออกฤทธิ์เป็นเอสโตรเจนรบกวนสมดุลของฮอร์โมน

ในช่วงปีทองของ DES คือราว 1940s นั้น มีการทดลองใช้ยานี้แก้ปัญหาการแท้งลูกของหญิงที่ตั้งครรภ์ โดยในปี 1947 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้รับรองการใช้ยานี้อย่างเป็นทางการว่าปลอดภัยทั้งแม่และเด็กในครรภ์ จึงทำให้ยานี้เป็นที่นิยมกันอย่างสูงตั้งแต่ในช่วงปี 1953 เป็นต้นมา ทั้งที่ในช่วงทศวรรษ 1960sเริ่มมีการศึกษาพบว่า สารนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแท้งโดยไม่ตั้งใจของสตรีมีครรภ์

กระทั่งปี 1971 มีการตีพิมพ์รายงานว่า DES นั้นน่าจะก่อให้เกิดมะเร็งที่อวัยวะสืบพันธุ์ของลูกสาว (ที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์) ของสตรีที่ได้รับยานี้ในขณะที่ท้อง อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมด้วย ดังนั้นในปี 1975 ยานี้จึงถูกถอนใบอนุญาต หลังจากมีการประมาณว่า มีเด็กที่รับผลจากยานี้ในสหรัฐอเมริการาว 2 ล้านคน บวกกับเด็กที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์และสหราชอาณาจักรจำนวนหนึ่ง

จากตัวอย่างประวัติของ DES นี้ นับว่าเป็นโชคดีของคนไทย เพราะสาวไทยนั้นเมื่อตั้งท้องแล้วถึงมีอาการแพ้ก็รู้ว่าควรจะกินของเปรี้ยวเพื่อลดอาการแพ้ ในขณะที่สตรีชาวตะวันตกไร้ภูมิปัญญาในการหาของเปรี้ยวมาช่วยแก้แพ้ท้อง จึงต้องพึ่งยาที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อเด็กที่เกิดมา
 

ห้ามในคน แต่ไม่ห้ามในสัตว์
แม้ดูเหมือนว่าเรื่องของฮอร์โมนเพศหญิงที่ใช้ในการเป็นยาแก้แพ้ท้องจะจบไปแล้ว แต่ปัญหาของสารเคมีกลุ่มนี้ก็ยังตามหลอกหลอนมนุษยชาติไม่จบ เพราะความที่สารออกฤทธิ์เช่นเดียวกับเอสโตรเจนนั้นมีศักยภาพในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต่างๆ จึงถูกนำไปใช้ในการเพิ่มผลผลิตของปศุสัตว์ ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการตกค้างของสารนี้ในเนื้อสัตว์ที่มนุษย์ใช้เป็นอาหาร

สหภาพยุโรปได้มีการกำหนดให้สารกลุ่มนี้เป็นสารต้องห้าม มีการใช้ค่อนข้างน้อยมาก ในขณะที่ประเทศในทวีปอื่นยังมีการอนุญาตให้ใช้ได้มากบ้างน้อยบ้าง ที่สำคัญก็คือ ในปี 1998 องค์การการค้าโลก (WTO) ได้กล่าวหาว่า สหภาพยุโรปยับยั้ง (ban) การใช้สารกลุ่มนี้ในสัตว์โดยไม่ได้อาศัยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามหลักการขององค์การการค้าโลก แต่ทางสหภาพยุโรปก็สวนกลับว่า จะถูกหรือไม่ถูก ไม่สำคัญ เพราะผู้บริโภคในสหภาพยุโรปมีความกังวลเรื่องการตกค้างของสารกลุ่มนี้ ทางสหภาพจึงต้องทำตามความต้องการของผู้บริโภค (ซึ่งผู้เขียนได้แต่หวังว่า การรวมตัวของ AEC นั้นจะทำให้เราสามารถแสดงออกได้เหมือนกับสหภาพยุโรปในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเช่นกัน)

ในฝั่งตรงกันข้ามกับสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกานั้นเป็นประเทศที่มีการใช้สารเคมีในกลุ่มที่ออกฤทธิ์เป็นฮอร์โมนในการเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่ประมาณปี 1950 สารที่ได้รับอนุญาตนั้น ได้แก่ เอสโตรเจน (estrogen) โปรเจสเตอโรน (progesterone)เทสโทสเตอโรน (testosterone) ซีรานอล (zeranol) เป็นต้น โดยทางสำนักคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกากล่าวว่า การใช้สารกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงที่ก่ออันตรายแก่ผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นความเห็นต่างระหว่างเรื่องของการใช้ฮอร์โมนในการเลี้ยงสัตว์ให้เนื้อของสองทวีปนั้นจึงยังเป็นข้อขัดแย้งกันอยู่ว่าเอาไงกันแน่ รายละเอียดนั้นสามารถอ่านได้จากบทความอิเล็คทรอนิคเรื่อง Natural hormones in foodproducing animals : legal measurements and analytical implications

หลายคนอาจสงสัยว่า หน่วยงานที่ทำหน้าที่แบบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในสหรัฐฯ และในยุโรปนั้นทำไมถึงดูแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว โดยเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค ข้อสงสัยนี้จะเข้าใจได้กระจ่างทันทีถ้าไปดาว์นโหลดคลิปเรื่อง The World According to Monsanto (FULL LENGTH) มาดู

มั่นใจหรือไม่ว่าไก่ไทยปลอดสารกระตุ้น
ย้อนกลับมาบ้านเรา ลองถามตัวเองดู มั่นใจหรือไม่ว่าเนื้อสัตว์ที่ท่านกินนั้นปลอดจากสารกระตุ้นการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน (ดังตัวอย่างที่สหรัฐอเมริการอนุญาตให้ใช้) หรือสารที่ออกฤทธิ์แบบอื่น เช่นซาลบิวทามอลที่ทำให้กล้ามเนื้อสัตว์เกิดการสั่นอยู่ตลอดเวลาจนปริมาณไขมันของกล้ามเนื้อถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานในการสั่น ส่งผลให้สัตว์นั้นมีปริมาณเนื้อแดงสูง

ผู้อ่านบางท่านอาจเคยได้รับคำแนะนำว่า ถ้าไปกินข้าวมันไก่ตอนไม่ควรซดน้ำซุปซึ่งมักมีหัวไก่ลอยให้เห็นในหม้อต้ม เพราะหัวไก่ตอนเป็นบริเวณที่ผู้ทำการตอนไก่จะเอาสารที่ออกฤทธิ์เอสโตรเจนเช่น เฮ็กโซเอสตรอล (Hexoestrol)ฝังไว้เพื่อให้เนื้อไก่ตัวผู้มีความแน่นนิ่มเหมือนเนื้อไก่ตัวเมีย สารเคมีดังกล่าวนี้เป็นสารต้องห้ามใช้ในปัจจุบัน เสมือนว่าใครมีไว้ในครอบครองหรือนำไปใช้เป็นถูกจับ แต่เป็นที่รู้กันว่าอะไรที่ห้ามใช้ในประเทศไทยนั้น มักมีการใช้เป็นประจำ ดังนั้นในกรณีข้าวมันไก่นั้นผู้เขียนเลือกกินข้าวมันไก่ต้มแทน เพื่อลดความเสี่ยงของการรับสารที่ออกฤทธิ์เป็นฮอร์โมนเพศหญิง สารภาพว่าผู้เขียนกลัวแต๋วแตกเมื่อสูงวัย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีนักข่าวไปถามผู้ผลิตไก่รายใหญ่ทั้งหลายว่า การผลิตไก่ในปัจจุบันนี้มีการใช้สารที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่ เพราะปัจจุบันนี้มีการคัดเลือกพันธุ์ไก่เพื่อให้มีอัตราการแลกเนื้อดีและโตเร็วมาก เพราะพันธุ์ไก่ที่โตช้าจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าจำเป็น

ที่สำคัญผู้ผลิตไก่รายใหญ่ของเราชี้แจงว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของโลก มีตลาดหลักที่สำคัญคือสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารอย่างมาก และมีการตรวจสอบการใช้สารหรือฮอร์โมนอย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการไทยจึงต้องยึดแนวทางการผลิตตามข้อกำหนดทางการค้าของประเทศคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก โดยให้ความใส่ใจตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเลี้ยงจนถึงการแปรรูป เพื่อไม่ให้มีสารอันตรายใดปนเปื้อนหรือตกค้างในสินค้าเป็นอันขาด ดังนั้นถ้าเนื้อไก่ที่ขายในบ้านเราเป็นชุดเดียวกับที่ส่งออกไปให้ชาวต่างชาติกิน เราก็คงมีความเสี่ยงในการรับสารปนเปื้อนน้อยลง


รู้จักคุณและโทษ

หากจะว่าไปสารที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้นมีทั้งเป็นคุณและเป็นโทษ ในที่นี้จะยกตัวอย่างทั้งสองกรณีที่ท่านผู้บริโภคมีโอกาสได้สัมผัสคือ กลุ่มที่หนึ่งมีฤทธิ์เอสโตรเจนสูงกว่าเอสโตรเจนในร่างกายมนุษย์ และกลุ่มที่สองมีฤทธิ์เอสโตรเจนต่ำกว่าเอสโตรเจนในร่างมนุษย์

สำหรับกลุ่มที่หนึ่งนั้นแค่ทราบลักษณะออกฤทธิ์ก็คงดูออกว่าไม่ปลอดภัยแน่ เพราะออกฤทธิ์มากกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติที่อยู่ในร่างกายเรา (เมื่อเปรียบเทียบโดยกำหนดว่าสารนั้นมีจำนวนโมเลกุลเท่ากัน) เพราะในหลักการด้านพิษวิทยาแล้ว อะไรที่มากเกินกว่าปรกตินั้นย่อมก่อให้เกิดสิ่งไม่พึงประสงค์ ในกรณีนี้เราจัดว่าสารพวกนี้เป็นสารรบกวนการทำงานของฮอร์โมนนั่นเอง ตัวอย่างชัดๆ ก็คือ กวาวเครือ (ซึ่งเป็นไฟโตเอสโตรเจนชนิดหนึ่งเพราะได้จากพืช) ซึ่งปัจจุบันมีการสกัดสารสำคัญออกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกึ่งยาแผนโบราณ และขายตามอินเทอร์เนต รวมทั้งการขายตรง โดยมีการโฆษณาถึงผลดีสำหรับผู้ที่มีระบบการทำงานของฮอร์โมนไม่ปรกติ ตลอดจนถึงการทำให้เต้านมขยายขึ้นโดยใช้ศัพท์ว่า อกฟู

สุขภาพของเต้านมนั้นขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ที่สำคัญคือ พันธุกรรมและอาหารซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมประการหนึ่ง โดยในแง่ของพันธุกรรมนั้นเป็นเรื่องที่ปรับเปลี่ยนได้ลำบากมาก แต่ในเรื่องของอาหารนั้น กล่าวได้ว่า อาหารนั้นมีผลตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์เด็กหญิง

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า ถ้าแม่กินอาหารจนอ้วนเกินกว่าที่ควรเป็นในช่วงท้องลูกสาวแล้ว เด็กหญิงที่คลอดออกมาจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าเด็กหญิงที่มีแม่รักษาน้ำหนักตัวช่วงท้องได้เหมาะสม (คือเพิ่มจากก่อนท้องประมาณ 12-15 กิโลกรัม)

คำอธิบายนั้นมาจากการศึกษาที่พบว่า ในช่วงสตรีตั้งท้องนั้น ร่างกายต้องรักษาระดับเอสโตรเจนให้สูงกว่าเดิมอย่างน้อย 10 เท่า เพื่อให้เด็กนั้นอยู่ได้โดยไม่แท้ง ทั้งนี้เพราะฮอร์โมนนี้มีส่วนในการกระตุ้นให้เซลล์ทารกแบ่งตัว ขณะเดียวกันความอ้วนขึ้นของแม่ระหว่างตั้งท้องก็เป็นปัจจัยต่อการสร้างฮอร์โมนนี้ให้มากขึ้นด้วย โดยบางครั้งสูงขึ้นถึงราว 400 เท่าของระดับที่ยังไม่ท้อง ทำให้เสมือนว่าเด็กซึ่งอยู่ในมดลูกนั้นอยู่ในอ่างเอสโตรเจน ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้เซลล์ที่ต้องไวต่อการออกฤทธิ์ของเอสโตรเจนคือ เต้านมและมดลูกของทารกสร้างบริเวณรับเอสโตรเจน (estrogen receptor) มากขึ้น

การมีบริเวณรับฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้นของเซลล์นั้น ส่งผลให้เด็กหญิงที่ย่างเข้าสู่วัยสาวตลอดไปจนถึงช่วงหมดประจำเดือน ถูกฮอร์โมนนี้กระตุ้นให้เตรียมแบ่งตัวเพื่อรองรับการมีลูกมากกว่าเด็กสาวทั่วไปในช่วงเวลาก่อนมีประจำเดือนของแต่ละเดือน ผลที่ตามมาคือ ทำให้เกิดอาการคัดหน้าอกและปวดท้องเป็นประจำ

กรณีมีอาการคัดหน้าอกและปวดท้องก่อนมีประจำเดือนนี้ ผู้เขียนเคยแนะนำให้นักศึกษาที่เรียนกับผู้เขียนเพิ่มระดับการดื่มนมถั่วเหลืองในช่วงก่อนมีประจำเดือน ซึ่งปรากฏว่าสามารถช่วยให้อาการคัดหน้าอกและปวดท้องลดลงได้มาก เพราะในถั่วเหลืองมีสารที่ออกฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจน (เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน เช่นกัน) ที่สามารถไปจับตัวที่บริเวณรับได้ดี แต่ออกฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งเซลล์ได้น้อยกว่าการออกฤทธิ์เอสโตรเจนที่ผู้หญิงผลิตเองมาก จึงเป็นการแย่งที่และลดโอกาสที่เอสโตรเจนจะออกฤทธิ์ให้น้อยลง

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กสาวที่มีจำนวนบริเวณรับฮอร์โมนเอสโตรเจนบนผิวเซลล์ที่ไวต่อการออกฤทธิ์ของฮอรโมนนี้ (คือเซลล์ต่อมน้ำนมและเซลล์บริเวณมดลูก) แล้วมีเอสโตรเจนตัวจริงเข้ายึดพื้นที่เพื่อออกฤทธิ์ เด็กสาวนั้นก็จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการแบ่งเซลล์ของอวัยวะทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดกาลเทศะ และการแบ่งเซลล์ที่ผิดกาลเทศะนี้มักส่งผลให้เกิดมะเร็ง จึงมีคำแนะนำให้สตรีวัยเจริญพันธุ์เพิ่มการบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเพื่อให้ได้ไฟโตเอสโตรเจน

จะเห็นว่าไฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลืองนั้นเป็นเอสโตรเจนกลุ่มที่สองที่มีฤทธิ์ต่ำกว่าเอสโตรเจนปรกติที่สร้างในมนุษย์

สรุปคือ สารที่ออกฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจนนั้น มีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสารอะไรและมีขนาดเท่าไร โดยทั่วไปแล้วถ้าเป็นสารที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยมนุษย์ ส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์เป็นสารรบกวนการทำงานของฮอร์โมนแทบทั้งสิ้น ส่วนสารที่เกิดตามธรรมชาติจะเป็นประโยชน์หรือโทษนั้น ขึ้นกับว่าผู้ใช้มีความรู้เพียงใด ส่วนใหญ่แล้ว (ซึ่งมักนำมาใช้เป็นยาแผนโบราณ) ถ้านำมาใช้ไม่ถูกต้องหรือขาดความรู้ที่ลึกซึ้ง มักก่อให้เกิดอันตรายแทบทั้งสิ้น ดังนั้นความรู้เรื่องการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารที่ออกฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจนจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นที่ต้องการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม