วิกฤตน้ำและทางออก : ข้อคิดจาก เลสเตอร์ บราวน์

วิกฤตน้ำและทางออก : ข้อคิดจาก เลสเตอร์ บราวน์
ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยปี 2553 ที่รุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษสำหรับหลายจังหวัด เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่นับวันดูจะรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ จากภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและระบบนิเวศถูกคุกคาม นักวิทยาศาสตร์นับไม่ถ้วนออกมาเตือนแล้วเตือนอีกว่า นับจากนี้ไป โลกจะไม่เหมือนเดิม และสังคมมนุษย์ก็ได้เข้าสู่ยุคแห่งการรับมือกับภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มตัวแล้ว
ดังนั้น ตราบใดที่เรายังไม่ออกแบบและลงทุนสร้างระบบ “ป้องกัน” และ “เตือนภัย” ที่มีประสิทธิภาพ เราก็ต้องทำใจว่าค่าใช้จ่ายและความเดือดร้อนจากการล้อมคอกหลังจากที่วัวหายมีแต่จะ “แพง” ขึ้นเรื่อยๆ
นี่ยังไม่นับปัญหาคาราคาซังเชิงโครงสร้างที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยสรุปอย่างชัดเจนในบทความเรื่อง “การเมืองเรื่องน้ำท่วม” ตั้งแต่ปี 2006ว่า “มิติทางสังคมที่ถูกละเลยในการแก้ปัญหาน้ำท่วมยังมีอีกมาก เช่นไม่เคยมีการวางระเบียบเกี่ยวกับการถมที่ จนกระทั่งน้ำไม่เคยไหลสู่ที่ต่ำได้สะดวก พื้นที่สาธารณะซึ่งเคยมีหน้าที่ตามธรรมชาติในการบรรเทาน้ำหลาก เช่นพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ ถูกบุกรุกทั้งจากเอกชนและหน่วยราชการเอง จนขนาดไม่เพียงพอที่จะชะลอน้ำหลากจากภาคเหนือได้ ยังไม่พูดถึงการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นผลมาจากความทุจริตของเจ้าหน้าที่ต่อการละเมิดกฎหมายของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ-การเมือง” (อ่านฉบับเต็มย้อนหลังได้ ที่นี่ )
เลสเตอร์ บราวน์ (Lester Brown) นักสิ่งแวดล้อมรุ่นบุกเบิก ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมชั้นนำสองแห่งคือ Worldwatch Instituteและ Earth Policy Instituteและเป็นผู้ประดิษฐ์คำว่า “สังคมที่ยั่งยืน” ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 อธิบายวิกฤตสิ่งแวดล้อมทุกด้านและนำเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมในหนังสือเรื่อง “Plan B 4.0 – Mobilization to save civilization” เวอร์ชันล่าสุดของหนังสือชุด Plan B ที่บราวน์ปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอเกือบทุกปีด้วยข้อมูลใหม่ (อ่านออนไลน์หรือดาวน์โหลดได้ ที่นี่)
ในภาพรวม บราวน์มองว่ากรณีแท่นขุดเจาะน้ำมันของบีพีระเบิดในอ่าวเม็กซิโกอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของซีรีส์หายนภัยรอบใหม่เท่านั้น เขาบอกว่าเราต้องเลิกขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งจนกว่าจะมั่นใจได้ว่ามันปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และเตือนว่าเรากำลังจะเผชิญกับวิกฤตสองเรื่องพร้อมกัน คือจุดสูงสุดของน้ำมันดิบ (crude oil peak หมายถึงจุดที่อัตราการผลิตน้ำมันจะถึงจุดสูงสุด หลังจากนั้นปริมาณน้ำมันสำรองจะเริ่มลดลง) และจุดสูงสุดของน้ำ (water peak) บราวน์บอกว่า ปรากฏการณ์คู่นี้จะทำให้โฉมหน้าของเศรษฐกิจจนกระทั่งอารยธรรมที่เราคุ้นเคยเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนคืน และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้า ทว่ากำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในมุมมองของบราวน์คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นกว่าสี่เท่าในช่วงเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานั้นตั้งอยู่บนการตักตวงทรัพยากรธรรมชาติเกินระดับที่ยั่งยืน ผลที่ตามมาคือ ผลผลิตทางการเกษตรกำลังเริ่มถดถอย ปลาในทะเลร่อยหรอจากการประมงเกินขนาด น้ำในชั้นน้ำใต้ดินลดต่ำลง สภาพดินเสื่อมโทรม และทุ่งหญ้าขนาดใหญ่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นทะเลทราย เรากำลังทำลายระบบหล่อเลี้ยงของธรรมชาติลงอย่างต่อเนื่องและบางทีก็อาจไม่เชื่องช้าอย่างที่เราคิด บราวน์เตือนว่า ไม่มีใครสามารถอยู่รอดได้ถ้าระบบหล่อเลี้ยงของธรรมชาติถูกทำลายจนหมดสิ้น
วิกฤตน้ำที่บราวน์เป็นห่วงที่สุดคือ น้ำในชั้นน้ำใต้ดินที่รวมกันรองรับประชากรโลกกว่าครึ่งหนึ่งกำลังถดถอยลงอย่างรวดเร็วในทุกประเทศ ทั้งในประเทศผู้ผลิตธัญพืชที่ใหญ่ที่สุดสามประเทศ คือ จีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา และประเทศที่เล็กกว่า เช่น ซาอุดิอาระเบีย เยเมน ซีเรีย ปากีสถาน เม็กซิโก ฯลฯ บราวน์บอกว่าประเทศเหล่านี้น่าจะกำลังถึงจุดน้ำสูงสุดแล้วหรือไม่ก็กำลังจะถึง เพราะมีการสูบน้ำบาดาลออกมาใช้ในอัตราที่เร็วกว่าธรรมชาติสามารถฟื้นฟูคืน ซึ่งหมายความว่าการผลิตอาหารของเรานั้นเป็น “ภาวะฟองสบู่” ที่เมื่อถึงวันหนึ่งก็ต้องแตก เพราะเรากำลังเพิ่มการผลิตอาหารในทางที่บั่นทอนอุปทานน้ำในธรรมชาติ
บราวน์บอกว่า เมื่อใดก็ตามที่น้ำในชั้นน้ำใต้ดินของเราเหือดแห้ง (ซึ่งเขามองว่าจะเกิดภายในกลางศตวรรษที่ 21) เราก็จะถูกสถานการณ์บังคับให้ลดอัตราการสูบน้ำบาดาลลงให้เท่ากับอัตราการฟื้นฟูของธรรมชาติ เมื่อถึงเวลานั้นฟองสบู่การผลิตอาหารก็จะแตก บราวน์ไม่คิดว่าสังคมมีความพร้อมที่จะรับมือกับเรื่องนี้ดีพอ คนพูดกันแต่เรื่องจุดน้ำมันสูงสุด แต่มีน้อยคนที่พูดถึงจุดน้ำสูงสุด บราวน์บอกว่า การต้องเผชิญกับจุดน้ำสูงสุดและน้ำมันสูงสุดพร้อมกันหมายความว่า เรากำลังอยู่ในโลกใหม่ที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน และจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ มองน้ำว่าเป็นทรัพยากรหายาก ไม่ใช่ทรัพยากรที่มีเหลือเฟืออย่างเช่นในอดีต
Plan B 4.0 ไม่ได้ฉายภาพแต่ปัญหา หากยังนำเสนอทางออกที่ชัดเจน บราวน์บอกว่าในเมื่อตอนนี้เราต้องใช้น้ำ 1,000 ตันในการผลิตธัญพืช 1 ตัน ก็ไม่ต้องสงสัยเลยที่การใช้น้ำกว่าร้อยละ 70 ในโลกนี้เป็นไปเพื่อการชลประทาน ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานจึงเป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มผลิตภาพน้ำโดยรวม
ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโครงการน้ำบนบก นั่นคือ เขื่อนหลากหลายขนาดที่นำส่งน้ำไปยังเกษตรกรผ่านเครือข่ายคลองชลประทาน ชี้ให้เห็นว่าการใช้น้ำวิธีนี้ไม่มีทางไปถึงพืชผลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะน้ำชลประทานบางส่วนระเหยไประหว่างทาง บางส่วนซึมลงดิน และบางส่วนก็รั่วไหลไปทางอื่น นักวิเคราะห์นโยบายน้ำ แซนดรา โพสเทล และ เอมี วิคเคอร์ส พบว่า “ประสิทธิภาพน้ำชลประทานบนบกอยู่ระหว่างร้อยละ 25-40 ในอินเดีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ และไทย ระหว่างร้อยละ 40-45 ในมาเลเซียและโมร็อกโก และระหว่างร้อยละ 50-60 ในอิสราเอล ญี่ปุ่น และไต้หวัน”
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพน้ำไม่ได้มีแต่ลักษณะและสภาพของระบบชลประทานเท่านั้น แต่ชนิดของดิน อุณหภูมิ และความชื้นก็มีส่วนเช่นกัน น้ำชลประทานในพื้นที่แห้งแล้งและร้อนจัดย่อมระเหยมากกว่าน้ำในพื้นที่ชื้นที่อากาศเย็นกว่า
การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานเป็นนโยบายเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลหลายประเทศที่มองเห็นความสำคัญและขนาดของวิกฤตน้ำ น่าเสียดายที่รัฐบาลไทยยังไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น ในปี 2004 กระทรวงทรัพยากรน้ำของประเทศจีน ประกาศแผนเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทาน โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มจากร้อยละ 43 ในปี 2000 เป็นร้อยละ 51 ในปี 2010 และร้อยละ 55 ในปี 2030
มาตรการสำคัญๆ ในแผนนี้ได้แก่ การเพิ่มราคาน้ำ การเพิ่มแรงจูงใจให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีชลประทานที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาศักยภาพขององค์กรบริหารจัดการส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการกับกระบวนการนี้ได้ แผนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงทางอาหารของจีน และถึงแม้ว่าจะก่อให้เกิดการโต้เถียงมากมาย โดยเฉพาะในประเด็นความเป็นธรรมและความเสมอภาคของการใช้น้ำ ก็เป็นแผนที่น่าจะช่วยให้จีนรับมือกับวิกฤตน้ำได้ดีกว่าประเทศอื่นที่รัฐยังไม่ให้ความสำคัญและทำงานแบบ “บูรณาการแต่ปาก” เท่านั้น
บราวน์เสนอว่า การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานนั้นโดยปกติหมายถึงการเปลี่ยนจากระบบชลประทานบนบกที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ ไปสู่ระบบชลประทานน้ำหยด ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่ต้องใช้ลงได้ถึงร้อยละ 50 อีกทั้งยังเพิ่มผลผลิตเนื่องจากจ่ายน้ำได้อย่างสม่ำเสมอโดยแทบจะไม่มีการระเหยเลย เนื่องจากระบบชลประทานน้ำหยดต้องใช้อาศัยแรงงานมากและมีประสิทธิภาพน้ำสูงมาก มันจึงเป็นระบบที่เหมาะสมกับประเทศที่มีแรงงานล้นเกินและขาดแคลนน้ำ ปัจจุบันมีประเทศขนาดเล็กเพียงไม่กี่ประเทศ ได้แก่ ไซปรัส อิสราเอล และจอร์แดน ที่ใช้ระบบชลประทานน้ำหยดเป็นหลัก ประเทศอินเดีย จีน และอเมริกาใช้ระบบนี้เพียงร้อยละ 1-4 ของที่ดินที่ทำการเกษตร
ข้อดีของระบบชลประทานน้ำหยดคือเป็นระบบที่เรียบง่ายและใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก สามารถคืนทุนได้ภายในหนึ่งปี การช่วยประหยัดน้ำและเพิ่มผลผลิตพร้อมกันแปลว่ามันสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยได้ค่อนข้างมาก ปัจจุบันประเทศจีนได้เริ่มขยายพื้นที่ที่ใช้ระบบชลประทานน้ำหยดแล้ว เพื่อประหยัดน้ำที่หายากขึ้นเรื่อยๆ
บราวน์ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบัน โดยเฉพาะการย้ายความรับผิดชอบในการบริหารจัดการระบบชลประทานจากหน่วยงานรัฐไปสู่สมาคมผู้ใช้น้ำในระดับท้องถิ่น ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำ เกษตรกรในหลายประเทศที่รวมตัวกันบริหารจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นได้รับการคุ้มครองอำนาจนี้ในกฎหมาย และพวกเขาก็มักจะบริหารจัดการน้ำได้ดีกว่าหน่วยงานรัฐอย่างเช่นกรมชลประทาน เพราะมีแรงจูงใจโดยตรงที่จะทำ บราวน์ยกตัวอย่างจีน ตูนีเซีย และเม็กซิโกว่าเป็นผู้นำในด้านนี้ ในปี 2008 สมาคมผู้ใช้น้ำในเม็กซิโกที่เกษตรกรเป็นสมาชิกบริหารจัดการพื้นที่ชลประทานกว่าร้อยละ 99 ทั่วประเทศ ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาลกลาง การบริหารจัดการเองแปลว่าสมาคมมักจะต้องเก็บค่าใช้น้ำชลประทานมากขึ้นจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิก แต่เกษตรกรก็ยินดี เพราะได้รับประโยชน์จากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นมากกว่าต้นทุนส่วนเพิ่มที่ต้องเสียไป
นอกจากจะนำเสนอมาตรการทางตรง บราวน์ยังชี้ให้เห็นมาตรการทางอ้อมอีกมากมายที่จะช่วยประหยัดน้ำได้ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (เช่น เปลี่ยนจากข้าวเจ้าไปเป็นข้าวสาลีแบบที่อียิปต์กำลังทำ) และรณรงค์ให้คนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะธัญพืชที่คนปลูกให้วัวกินนั้นมีปริมาณมหาศาล บราวน์คำนวณให้ดูเป็นตัวอย่างว่า ถ้าคนอเมริกันทั้งประเทศลดการบริโภคเนื้อวัว นม และไข่ไก่ลงเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถลดปริมาณธัญพืชได้ถึง 30 ล้านตัน เท่ากับลดปริมาณน้ำที่ใช้ในเพาะปลูกลงได้ถึง 30,000 ล้านตันเลยทีเดียว
+++ ผลิตภาพ +++
ผลิตภาพ = productivity--(คือ output / input)------
หมายถึงความสามารถในการแปลงทรัพยากรออกมาเป็นผลผลิต
