ความจำเป็นและความท้าทายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

สฤณี  อาชวานันทกุล

ความจำเป็นและความท้าทายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

สฤณี อาชวานันทกุล

ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ทำให้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าระบบทุนนิยมจะแพ้ภัยตัวเองและฉุดดึงอารยธรรมมนุษย์เข้าสู่จุดที่จะแร้นแค้นเกินเยียวยาภายในเวลาไม่กี่ชั่วคนข้างหน้า ถ้าหากยังไม่ปรับกระบวนทัศน์และวิถีปฏิบัติออกจากวิถีการผลิตแบบอุตสาหกรรมและวิถีการบริโภคแบบมหกรรมบริโภคนิยม เข้าสู่วิถี “ทุนนิยมธรรมชาติ” ประกอบกับการ “บริโภคอย่างมีจริยธรรม” ที่สอดคล้องกับแนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” สถานเดียวเท่านั้น

ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกหลายปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามศักยภาพของมนุษย์ในการตักตวงทรัพยากรธรรมชาติในยุคโลกาภิวัตน์ เป็นบทพิสูจน์ว่าทรัพยากรหลายชนิดที่นักเศรษฐศาสตร์เคยคิดว่าไม่มีวันหมดนั้นแท้ที่จริงแล้วมีวันหมด โดยเฉพาะอากาศที่มีคุณภาพและปลาที่มนุษย์บริโภค

เนื่องจากความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศนั้นเมื่อเสื่อมโทรมหรือล่มสลายลงถึงจุดหนึ่งก็ไม่มีวันฟื้นฟูขึ้นมาได้อีก หรือฟื้นฟูได้ด้วยต้นทุนที่สูงมหาศาลที่ทั้งประเทศไม่มีกำลังจ่าย  ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็น “จุดขาย” จึงจำเป็นจะต้องใช้แนวคิด “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” อย่างไม่มีทางเลือกนับจากนี้เป็นต้นไป

พูดง่ายๆ คือ ถ้าไม่อนุรักษ์ไว้ อีกหน่อยก็จะไม่เหลือธรรมชาติอะไรให้ดู  ถ้าผู้ประกอบการท่องเที่ยวยังอยากหารายได้จากแหล่งเดิม ก็จะต้องเนรมิตธรรมชาติเทียมหรือจัดอีเวนท์อะไรสักอย่างขึ้นมาดึงดูดคน  แต่การทำของเทียมและจัดอีเวนท์นอกจากจะมีต้นทุนสูงแล้วยังไม่ยั่งยืนในแง่ธุรกิจ เพราะใครๆ ก็ทำเลียนแบบได้ถ้ามีเงินพอ ไม่มีความได้เปรียบใดๆ ในการแข่งขัน

ระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์จึงส่งมอบประโยชน์ทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคม (คนแถวนั้นมีสุขภาพดี) และเศรษฐกิจ (เป็นเอกลักษณ์สร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจ)  การรักษาระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์แปลว่าจะต้องทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งถ้าจะให้ยั่งยืนจริงก็ต้องทำสามอย่างต่อไปนี้ให้ได้

1. ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการหรือเยียวยาผลกระทบเชิงลบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อเพิ่มผลกำไรในปัจจุบัน

2. อนุรักษ์ “สินทรัพย์” ที่จำเป็นต่อการท่องเที่ยว เช่น ป่าเขาลำเนาไพร เพื่อรับประกันผลกำไรในอนาคต

3. เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเพื่อเปิดตลาดใหม่ที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (ขายแพ็กเกจโฮมสเตย์ท้องถิ่นผสมทัวร์วัดพื้นบ้าน) การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ฯลฯ เพื่อสร้างผลกำไรใหม่

เนื่องจากปัญหา “การท่องเที่ยวเกินขนาด” ที่ผ่านมาแทบทุกแห่งเกิดจากผู้ประกอบการนอกพื้นที่เข้าไปแสวงหากำไรโดยไม่คำนึงถึง “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ที่ตัวเองไม่สนใจ เพราะไม่ใช่คนในพื้นที่และไม่ต้องรับภาระเนื่องจากความอ่อนแอของกฎหมายและกลไกกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมหรือการเบียดเบียนคนในพื้นที่ (เช่น สูบน้ำไปให้โรงแรมใช้จนเกษตรกรในละแวกนั้นมีไม่พอใช้)  โมเดลการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่ายั่งยืนกว่าเดิมจึงมักจะใช้แนวคิด “การพัฒนาจากฐานราก” ที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะคนในพื้นที่ย่อมมีแรงจูงใจมากกว่านายทุนนอกพื้นที่อยู่แล้วที่จะอนุรักษ์ท้องถิ่น  และถ้าพวกเขามีกำไรจากการท่องเที่ยวในฐานะผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ใช่ค่าจ้างในฐานะพนักงานของนายทุนต่างถิ่น ก็จะสามารถนำกำไรนั้นมาอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวและขยายกิจการได้

กรณีศึกษาตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 2 กรณี จากไทยและบราซิล บ่งชี้กุญแจสำคัญและความท้าทายของการท่องเที่ยวแนวนี้ในปัจจุบัน

ในประเทศไทย ความนิยมของการล่องเรือชมหิ่งห้อยในจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นผลพวงจากความสำเร็จของการรื้อฟื้นตลาดน้ำอัมพวา ส่งผลให้จำนวนเรือยนต์ที่นำนักท่องเที่ยวล่องชมหิ่งห้อยตลอดชายฝั่งแหลมลมทวนของแม่น้ำแม่กลองเพิ่มจาก 3 ลำ เป็น 170 เที่ยวต่อคืนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ภายในเวลาเพียง 5 ปี หลังจากที่เริ่มแคมเปญหิ่งห้อยอัมพวาในปี 2548  ผู้ประกอบการบางรายนำเรือยนต์ไปปรับเครื่องยนต์ให้แรงกว่าเดิม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวได้หลายเที่ยวมากขึ้น  เรือยนต์เหล่านี้ก่อให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ที่กัดเซาะชายฝั่ง ทำให้ตลิ่งพังทลายลงมา เป็นสาเหตุให้ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมน้ำรวมถึงต้นลำพูที่อยู่ของหิ่งห้อยล้มตายไปจำนวนมาก เมื่อไม่มีที่อาศัยหิ่งห้อยจึงลดน้อยลง ยังไม่นับปัญหา  รีสอร์ตในบริเวณอัมพวาที่ผุดขึ้นมาถึง 600 แห่ง

ปัญหาตลิ่งพัง มลภาวะทางเสียงจากเรือยนต์ ต้นลำพูและหิ่งห้อยที่ลดน้อยลงทำให้ชาวบ้านในชุมชนบ้านลมทวน อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง กระทั่งไปถึงรัฐสภาในปี 2550  แต่หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมกันตามธรรมเนียม เรื่องก็เงียบหายไปตามธรรมเนียมเหมือนกัน  เมื่อรัฐช่วยอะไรไม่ได้ บ้านลมทวนจึงตัดสินใจทำการท่องเที่ยวเอง ก่อตั้งศูนย์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านลมทวน ทำโฮมสเตย์ จัดทัวร์ชมหิ่งห้อยอัมพวาด้วยเรือพายให้กับผู้มาเยือน พร้อมกับให้ความรู้เรื่องการท่องเที่ยวในชุมชน ด้วยความหวังที่จะลดผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อทรัพยากรในพื้นที่และผู้คน  นอกจากนี้ ชุมชนบ้านลมทวนก็มีการจัดเรือเวรยาม คอยตรวจดูแนวทุ่นที่ปักกั้นไม่ให้เรือยนต์เข้าไปใกล้ต้นลำพู หลังจากที่เคยถูกเรือยนต์วิ่งถอนไม้ที่ปักริมตลิ่งขึ้นมาจนหมด แต่ก็ยังประสบปัญหาอยู่เนืองๆ เพราะพวกเขาไม่อาจควบคุมการสัญจรไปมาในคลองซึ่งเป็นที่สาธารณะได้ และภาครัฐก็ยังไม่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้

ข้ามไปอีกซีกโลกหนึ่ง เปรอินญาโดคันโตแวร์เด (Prainha do Canto Verde, http://www.prainhadocantoverde.org/) เป็นหมู่บ้านชายฝั่งทะเลทางตะวันออกเฉียงเหนือในบราซิล มีประชากรประมาณ 1,200 คน  หมู่บ้านนี้คล้ายกับชุมชนบ้านลมทวนตรงที่ไม่เคยสนใจธุรกิจท่องเที่ยวมาก่อน  พวกเขาเป็นชาวประมงที่ถูกสถานการณ์บังคับให้ลุกขึ้นมาหาทางจัดการท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรในท้องถิ่น เพราะถูกนายทุนรายหนึ่งกว้านซื้อที่ดินชายฝั่งอย่างผิดกฏหมาย ชาวบ้านรวมตัวกันฟ้องศาลด้วยความช่วยเหลือของหัวหน้าบาทหลวงและศูนย์สิทธิมนุษยชน หลังจากที่ต่อสู้มานานกว่า 10 ปี ต้องเผชิญกับคำขู่ต่างๆ นานา ถูกนักเลงต่างถิ่นที่นายทุนจ้างมาทำร้ายร่างกายมาโดยตลอด ในที่สุดชาวบ้านก็ชนะคดี ได้ที่ดินกลับคืนมาในปี 1993  นั่นคือจุดที่ชาวบ้านตัดสินใจว่าพวกเขาจะต้องรวมตัวกันอย่างเป็นระบบและ จัดการท่องเที่ยวเองให้ดี เพื่อป้องกันการรุกรานอีกในอนาคต

เมื่อคิดได้ดังนั้น ชาวคันโตแวร์เดก็เรียกประชุมสภาหมู่บ้าน พวกเขาประกาศกฎโซนนิ่งและก่อสร้าง ก่อตั้งสภาต่างๆ ระดับหมู่บ้านเพื่อระดมสมองและวางแผนการพัฒนาของชุมชน สภาเหล่านี้มีตั้งแต่สภาการประมง  สภาสุขภาพที่ดูแลสุขภาพของคนในชุมชน  สภาที่ดินที่บังคับใช้กฏโซนนิ่งและก่อสร้างและตัดสินกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน  และสภาการท่องเที่ยวที่บริหารจัดการโครงการท่องเที่ยวชุมชน  พวกเขาสร้างบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยวที่รองรับคนได้ 45 คน  สร้างร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยว  ฝึกอบรมกันเองให้ชาวบ้านเป็นไกด์ท้องถิ่น  เผยแพร่เอกสารและโฆษณาเกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่นที่จัดเป็นประจำทุกปี  จัดทัวร์ในเรือประมง (จังกาด้า) ให้กับนักท่องเที่ยว และจัดการแข่งเรือจังกาด้าทุกปี กิจกรรมท่องเที่ยวทั้งหมดตั้งอยู่บนเป้าหมายที่ชาวบ้านร่วมกันกำหนดว่า การท่องเที่ยวจะเป็นอาชีพเสริมและวิธีอนุรักษ์ทรัพยากรในชุมชนเท่านั้น ไม่ใช่อาชีพหลักคือประมง ด้วยเหตุนี้บางครั้งนักท่องเที่ยวอาจไม่มีเรือจังกาด้าให้ใช้เพราะชาวบ้านเอาเรือออกไปหาปลา

การท่องเที่ยวชุมชนของคันโต แวร์เด ค่อยๆ ก้าวหน้าอย่างมั่นคง  นักท่องเที่ยวเพิ่มจาก 500 คนในปี 2000 เป็น 800 คนในเวลา 3 ปี และชาวบ้านก็ได้รับประโยชน์จากธุรกิจเสริมนี้อย่างทั่วถึงในฐานะไกด์ เจ้าของร้านอาหาร แม่ครัว ชาวประมง สมาชิกสหกรณ์ ฯลฯ  ปัจจุบันถึงจุดที่ชาวบ้านมั่นใจในโมเดลของพวกเขาพอที่จะไปถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนอื่นในบริเวณใกล้เคียง คือ ปอนตากรอสซา (Ponta Grossa) และ ทาทาจูบา (Tatajuba)
 

การตัดสินใจของชาวคันโต แวร์เด ที่จะทำธุรกิจท่องเที่ยว ประเภทของนักท่องเที่ยวที่พวกเขาอยากต้อนรับ และกิจกรรมที่จะทำ ล้วนเป็นการตัดสินใจที่ชุมชนตกลงร่วมกัน ผ่านกระบวนการถกเถียงและตัดสินใจอย่างเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืนทุกหนแห่งที่ประสบความสำเร็จ

ภาพ: www.baanlooksao.com, www.redturs.org

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม