“คาร์บอนสมดุล” : จากอุดมคติสู่วิถีปฏิบัติ (จบ)

สฤณี  อาชวานันทกุล

“คาร์บอนสมดุล” : จากอุดมคติสู่วิถีปฏิบัติ (จบ)

สฤณี อาชวานันทกุล

ซีแอตเติล เมืองใหญ่ติดชายฝั่งทะเลมลรัฐวอชิงตันของอเมริกา เป็นเมืองแรกๆ ในโลกที่ประกาศนโยบายว่าจะเป็น “คาร์บอนสมดุล” ให้ได้ คือกักเก็บ ทดแทน หรือซื้อเครดิตคาร์บอนเพื่อชดเชยปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้ปริมาณคาร์บอนสุทธิที่ทั้งเมืองปล่อยสุทธิมีค่าเท่ากับศูนย์

หลังจากที่ประกาศเป้าหมายว่าจะเป็นคาร์บอนสมดุลให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2030 เทศบาลเมืองซีแอตเติลและทุกภาคส่วนก็เริ่มอภิปรายเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง  ชาวซีแอตเติลหลายคนเชื่อว่าเมืองของพวกเขาจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะซีแอตเติลใช้พลังงานสะอาดโดยเฉพาะน้ำและลมเป็นหลักมาช้านาน มีนโยบายส่งเสริมให้คนเดินทางด้วยการเดินและจักรยาน อีกทั้งยังเป็นฐานที่มั่นของสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และบริษัทที่ปรึกษาด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

แต่คาร์บอนสมดุลก็เหมือนกับเรื่องอื่นแทบทุกเรื่อง ตรงที่ฟังดูดีและเข้าใจง่าย ทว่ามีรายละเอียดที่ซับซ้อนและความยุ่งยากมากมายถ้าจะทำให้เกิดจริง  อุปสรรคและความท้าทายที่ซีแอตเติลต้องเผชิญนั้น อาจมีคำถามมากกว่าคำตอบในระยะแรก แต่ลำพังการครุ่นคิดกับคำถามก็เป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งคนในเมืองอื่นที่ยังไม่คิดถึงเรื่องนี้แล้ว  เพราะคำถามที่ตรงประเด็นแต่ยังไม่มีคำตอบ ย่อมมีประโยชน์กว่าคำตอบที่ถูกต้องของคำถามที่ไม่ตรงประเด็น

คำถามพื้นฐาน 3 ข้อหลักที่ชาวซีแอตเติลต้องร่วมกันตอบบนเส้นทางสู่การเป็นเมืองคาร์บอนสมดุล และประเด็นคำตอบที่หลายฝ่ายนำเสนอในงานสัมมนา “Seattle Unconference” ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน 2010 (ก่อนที่จะไปถึงประเด็น “แล้วจะทำอย่างไร”) ได้แก่ –

1. การเป็นคาร์บอนสมดุลเกี่ยวโยงอย่างไรกับเพดานการปล่อยคาร์บอนระดับโลก ที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าคาร์บอนไดออกไซด์จะต้องไม่เกิน 350 ส่วนในล้านส่วน เพื่อหยุดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับก่อนเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว รัฐบาลท้องถิ่นมากกว่า 1,000 เมืองได้ประกาศเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน รวมทั้งซีแอตเติลด้วย ส่วนใหญ่ประกาศเป้าหมายในกรอบ “80 ภายใน 50” (80 by 50) ที่นักวิทยาศาสตร์สนับสนุน คือตั้งเป้าลดคาร์บอนลงให้ได้ร้อยละ 80 จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ภายในปี 2050  อย่างไรก็ตาม กรอบ “80 ภายใน 50” ที่นักวิทยาศาสตร์พูดถึงนั้นหมายถึงเป้าหมายที่โลกทั้งใบจะต้องทำให้ได้ ไม่ใช่เป้าหมายระดับท้องถิ่น  นั่นแปลว่าถ้าจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ประเทศร่ำรวยทุกแห่งจะต้องลดคาร์บอนให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 80 ภายในปี 2050 แล้วยังต้องช่วยออกเงินสนับสนุนให้ประเทศยากจนลดคาร์บอนได้ตามเป้าหมายด้วย

 

 

ด้วยเหตุนี้ นิยาม “คาร์บอนสมดุล” สำหรับเมืองที่มีฐานะดีอย่างซีแอตเติล จึงจะต้องมีองค์ประกอบ 2 ส่วน  ส่วนแรกคือคำนวณคาร์บอนที่เมืองปล่อยจริง และส่วนที่สองคำนวณ “ส่วนแบ่งที่ยุติธรรม” จากปริมาณการปล่อยคาร์บอนทั่วโลกที่ซีแอตเติลจะช่วยลดในฐานะเมืองร่ำรวย  การคำนวณปริมาณคาร์บอนที่ต้องลดในส่วนหลังนั้นสามารถคำนวณได้จากปริมาณคาร์บอนที่อเมริกาทั้งประเทศจะต้องลด เพราะปัจจุบันเรื่องนี้มีกรอบคิดและแนวทางค่อนข้างชัดเจนแล้วภายใต้ชื่อ “การแบ่งปันภาระ” (burden sharing) หรือ “การจัดสรรงบประมาณคาร์บอน” (carbon budgeting) ซึ่งสำหรับประเทศอย่างอเมริกาที่ปล่อยคาร์บอนมหาศาลในอดีต การแบกรับภาระที่ยุติธรรมหมายความว่าอเมริกาจะต้องลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิจนมีสถานะคาร์บอนสุทธิติดลบ (carbon negative) ไม่ใช่ไปถึงคาร์บอนสมดุลเท่านั้น (อ่านรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ Greenhouse Development Rights, http://gdrights.org)

2. เป้าหมายคาร์บอนสมดุลแปลว่าเมืองจะต้องหยุดปล่อยคาร์บอนไปเลยหรือเปล่า หรือควรสามารถใช้ออฟเซ็ต (ซื้อคาร์บอนเครดิต) เพื่อบรรลุเป้านี้ได้ด้วย?

ถึงแม้ว่าซีแอตเติล ซึ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่แล้ว จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนจากระดับปัจจุบันลงได้อย่างฮวบฮาบ แต่การคาดหวังให้เมืองทั้งเมืองหยุดปล่อยคาร์บอนโดยสิ้นเชิงก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ หรือไม่ก็จะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล  สู้ไปออกเงินสนับสนุนให้เมืองอื่นลดการปล่อยคาร์บอนจะคุ้มค่าเงินมากกว่า  และถ้าคำนึงว่าซีแอตเติลควรมีส่วนแบกรับ “ส่วนแบ่งที่ยุติธรรม” ของอเมริกาทั้งประเทศ ก็หมายความว่าซีแอตเติลควรไปซื้อออฟเซ็ตในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช่ออฟเซ็ตในเมืองอื่นที่ร่ำรวยพอๆ กัน

คำถามข้อต่อมาคือ แล้วซีแอตเติลควรขีดเส้นแบ่งตรงไหน ระหว่างการลดการปล่อยคาร์บอนของตัวเอง กับการซื้อออฟเซ็ตในประเทศอื่น?  ในเมื่อซีแอตเติลประกาศไปแล้วว่าจะลดคาร์บอนให้ได้ “80 ภายใน 50” ก็แปลว่าควรจะลดเองให้บรรลุเป้าหมายนี้ แล้วส่วนที่เหลือค่อยใช้วิธีซื้อออฟเซ็ตในประเทศกำลังพัฒนา  ผู้เชี่ยวชาญชาวซีแอตเติลบางคนเสนอว่าซีแอตเติลควรคำนึงถึงมูลค่าของการลงทุนด้านนวัตกรรมสีเขียวเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในด้านนี้ด้วย

3. ควรคำนึงเฉพาะปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยในเขตเมือง หรือคาร์บอนทั้งหมดที่เมืองซีแอตเติลและชาวซีแอตเติลมีส่วนรับผิดชอบ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก?

ภาษาทางเทคนิคของคำถามข้อนี้คือ เราควรคำนวณปริมาณคาร์บอนจากฐานการผลิต (production-based) หรือฐานการบริโภค (consumption-based)  วิธีคิดทั้ง 2 วิธีต่างมีประโยชน์ในการทำบัญชีคาร์บอน  แต่เมืองที่ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นคาร์บอนสมดุลควรคิดหาทางใช้วิธีหลังมากกว่า เพราะวิธีแรกอาจบิดเบือนแรงจูงใจของคนในทางที่ส่งผลเสีย  ยกตัวอย่างเช่น มีโรงงานซีเมนต์ในเขตเมืองซีแอตเติลแห่งหนึ่งที่ปล่อยคาร์บอนสูงมาก ถ้าเทศบาลประกาศว่าจะลดคาร์บอนเฉพาะที่ปล่อยในเขตเมือง เจ้าของโรงงานก็เพียงแต่ต้องย้ายโรงงานไปยังเมืองอื่น ถ้าคำนวณแล้วว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายน้อยกว่าเงินลงทุนที่ต้องเสียไปในการดัดแปลงเครื่องจักรให้ลดคาร์บอนให้ได้ตามเป้าของเทศบาล  นั่นหมายความว่าซีแอตเติลอาจบรรลุเป้าหมายของตัวเอง แต่สร้างปัญหาให้กับเมืองอื่น ซึ่งก็แปลว่าเป้าหมายสูงสุดคือการลดการปล่อยคาร์บอนระดับโลก (ต้องมองระดับโลก เพราะภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาระดับโลก) ไม่ได้คืบหน้าไปไหนเลย

วิธีคำนวณคาร์บอนจากฐานการบริโภคนั้นยุ่งยากซับซ้อนกว่าคำนวณจากฐานการผลิตมาก เพราะมันหมายความว่าชาวซีแอตเติลจะต้องหาวิธีวัดและรายงานปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยในกระบวนการผลิตสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเป็นผู้บริโภคปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ  และเมื่อรู้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว ชาวเมืองซีแอตเติลจะได้เปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคในทางที่สอดคล้องกับเป้าหมาย เช่น เลือกซื้อแต่อาหารและโทรศัพท์มือถือที่ปล่อยคาร์บอนต่ำในกระบวนการผลิต  พูดอีกนัยหนึ่งคือ ผู้บริโภคจะต้องมี “ความฉลาดเชิงนิเวศ” (ecological intelligence) ในภาษาของนักจิตวิทยา แดเนียล โกลแมน ผู้เขียนหนังสือชื่อเดียวกัน  ปัจจุบันมีโครงการหลายโครงการที่ช่วยส่งเสริมความพยายามของซีแอตเติลในด้านนี้ เช่น Carbon Disclosure Project (https://www.cdproject.net) ซึ่งรณรงค์ให้ภาคธุรกิจเปิดเผยร่องรอยคาร์บอน และ Good Guide (http://www.goodguide.com) ฐานข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคมของสินค้าต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตามองในอนาคตคือ ชาวซีแอตเติลจะหมกมุ่นอยู่กับการวัดร่องรอยคาร์บอนของทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาบริโภค จนมองข้ามการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และหนทางง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อโลกที่ดีกว่าเดิมหรือเปล่า?

นอกจากคำถามหลักข้างต้น ประเด็นการเป็นเมืองคาร์บอนสมดุลยังมีคำถามให้ขบคิดอีกมากมาย เช่น ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบคาร์บอนที่ปล่อยจากฐานทัพทหาร? สนามบินและท่าเรือที่ขนส่งสินค้าและผู้โดยสารไปรอบโลก? การนับคาร์บอนเพื่อมาคำนวณเป็นเป้าหมายนั้นควรมีจุดสิ้นสุดตรงไหน เฉพาะโรงงานที่ผลิตรถยนต์ที่คนซีแอตเติลใช้ หรือต้องรวมคาร์บอนที่เหมืองถ่านหินปล่อยด้วย?  ควรรวมผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าที่ความต้องการไบโอดีเซลเป็นตัวกระตุ้นหรือไม่? (เพราะต้นไม้ช่วยดูดซับคาร์บอน การตัดไม้จึงส่งผลให้คาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น) เทศบาลซีแอตเติลจะมีวิธีใดที่จะผลักดันให้รัฐบาลมลรัฐหรือรัฐบาลกลางดำเนินนโยบายระดับรัฐและประเทศในวิธีที่ไม่สวนทางกับสิ่งที่ซีแอตเติลกำลังทำ?  เทศบาลจะทำอย่างไรให้มั่นใจได้ว่ามาตรการทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนจนในเมือง หรืออย่างน้อยก็ไม่ทำให้พวกเขาเดือดร้อนมากกว่าเดิม?

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาซับซ้อนที่ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกพอสมควร และหลายเรื่องก็ไม่มีคำตอบตายตัว ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป  แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือชาวซีแอตเติลมุ่งมั่นและกระตือรือร้นที่จะออกเดินบนเส้นทางสู่เป้าหมายคาร์บอนสมดุล และความพยายามของพวกเขาก็จะเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในอนาคตอันใกล้

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม