ออฟเซ็ตความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity offset)

เศรษฐศาสตร์กู้โลก

ออฟเซ็ตความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity offset)

สฤณี อาชวานันทกุล

คำว่า “คาร์บอนออฟเซ็ต” คงทำให้นักสิ่งแวดล้อมหลายคนนิ่วหน้า เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาของตลาดคาร์บอนเครดิตที่ขายออฟเซ็ต คือยอมให้องค์กร “ซื้อ” สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคนอื่นเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเองนั้น ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติมากมายแทบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการปลอมโครงการลดคาร์บอนหรือย้อมแมวขาย หรือการที่ออฟเซ็ตกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ปล่อยมลพิษขนาดใหญ่ซื้อสิทธิในการปล่อยมลพิษต่อไปเรื่อยๆ แทนที่จะหาทางลดมลพิษอย่างยั่งยืน

ปัญหาหลักสองประการนี้ ประกอบกับปัญหาอื่นๆ เช่น การตั้งเพดานการปล่อยคาร์บอนไว้สูงเกินไป และความเสี่ยงที่นักเก็งกำไรจะ ‘ปั่น’ ราคาในตลาดนี้ไม่ต่างจากในตลาดการเงิน ทำให้หลายคนไม่เชื่อว่าตลาดคาร์บอนจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนในการแก้ไขภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เพราะดูจะไม่ช่วยให้โลกทั้งใบลดคาร์บอนสุทธิได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 128,000 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ณ สิ้นปี 2008

สมกับคำพังเพยของฝรั่งที่กล่าวถึงเรื่องร้ายๆ ว่า “ปีศาจอยู่ในรายละเอียด” (ถ้าเป็นเรื่องดีๆ ก็จะกล่าวว่า “พระเจ้าอยู่ในรายละเอียด” สรุปคือไม่ว่าจะออกมาดีหรือร้าย ทุกเรื่องก็ล้วนขึ้นอยู่กับรายละเอียดในภาคปฏิบัติทั้งนั้น)

www.forest-trends.orgแต่ไม่ว่าตลาดคาร์บอนจะยังมีปัญหามากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าออฟเซ็ตจะไม่มีวันใช้การกับอะไรได้เลย เพราะในหลักการพื้นฐานมันก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพียงแต่เราต้องหาวิธีสร้างความน่าเชื่อถือและกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะบรรลุเป้าหมายทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่ตั้งไว้ตอนแรก

หนึ่งในโครงการออฟเซ็ตที่น่าสนใจที่สุดนอกตลาดคาร์บอนคือ โครงการออฟเซ็ตธุรกิจและความหลากหลายทางชีวภาพ (Business and Biodiversity Offsets Program: บีบีโอพี, เว็บไซต์ http://bbop.forest-trends.org/)

บีบีโอพีเป็นความร่วมมือกันระหว่างองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ องค์กรโลกบาล สถาบันการเงิน และบริษัทข้ามชาติรวมกันกว่า 40 แห่ง นำโดยองค์กรอนุรักษ์ชั้นนำ 3 แห่ง คือ Forest Trends, Conservation International, และ Wildlife Conservation Society มีเป้าหมายที่จะใช้ออฟเซ็ตชนิดใหม่เป็นเครื่องมือในการลดรอยตีนฝากโลกของมนุษย์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในทางที่คุ้มค่าการลงทุนและได้ผลกว่าแนวทางอนุรักษ์แบบดั้งเดิม

ความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพเป็นที่รู้กันในวงการวิทยาศาสตร์มานานแล้ว แต่ภาคธุรกิจเพิ่งตระหนักเมื่อไม่นานมานี้เองว่า การที่พันธุ์สัตว์และพืชกว่าร้อยละ 20-30 จะสูญพันธุ์ภายในศตวรรษนี้นั้นเป็นความเสี่ยงร้ายแรงทางธุรกิจด้วย อุตสาหกรรมเกษตรและเภสัชกรรมต้องอาศัยความหลากหลายของพันธุ์พืชในการผลิตอาหารและยารักษาโรค ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายมีความยืดหยุ่นมากกว่าระบบที่มีความหลากหลายน้อยกว่าในการฟื้นฟูตัวเองหลังเกิดภัยธรรมชาติอย่างเช่นไฟป่า น้ำท่วม และภัยแล้ง

ในเมื่อความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญ การใช้ออฟเซ็ตเป็นเครื่องมือช่วยลดผลกระทบก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่คำถามคือเราจะทำได้อย่างไร เพราะความหลากหลายทางชีวภาพไม่เหมือนคาร์บอนที่จะลดที่ไหนก็ลดได้เหมือนกัน แต่การ ‘แลก’ เสือหิมะบนภูเขาแห่งหนึ่งกับสัตว์หายากอีกชนิดหนึ่งในป่าข้ามทวีปนั้นซับซ้อนกว่ากันมาก

ทีมบีบีโอพีหาคำตอบด้วยการลงมือทำโครงการนำร่อง 6 แห่งทั่วโลก ในอุตสาหกรรมหนักที่ส่งผลกระทบสูง 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหมืองแร่ ในประเทศกานา แอฟริกาใต้ นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา นำผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการนำร่องเหล่านั้นมาประมวลและสังเคราะห์เป็นคู่มือให้ทุกคนดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของโครงการ

บีบีโอพีวัดความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการประยุกต์ใช้วิธีคำนวณ “เฮกตาร์ถิ่นกำเนิด” (habitat hectare) ซึ่งพัฒนาขึ้นในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลีย วิธีนี้ ‘ถ่วงน้ำหนัก’ พื้นที่ 1 เฮกตาร์ (10,000 ตารางเมตร) ด้วยคะแนนที่คำนวณจากคุณภาพและปริมาณของพันธุ์พืชและสัตว์พื้นเมือง ประกอบกับลักษณะทางภูมิทัศน์และฟังก์ชั่นในระบบนิเวศ ดังนั้นพื้นที่ 1 เฮกตาร์จึงอาจมีพื้นที่ไม่ถึง 1 เฮกตาร์ถิ่นกำเนิด เนื่องจากขาดความหลากหลายทางชีวภาพ (เช่น ถูกวัชพืชรุกราน หรือต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นจนไม่เหลือ) พอที่จะเรียกได้ว่ามี “สุขภาพแข็งแรง” ในแง่ชีววิทยา

ผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นที่อยากเข้าร่วมโครงการออฟเซ็ตของบีบีโอพีจะต้องเริ่มจากการเลือก “พื้นที่มาตรฐาน” (benchmark site) ที่ธรรมชาติค่อนข้างบริสุทธิ์ก่อน เสร็จแล้วก็เลือกคุณสมบัติ 20 ประการที่สะท้อนสุขภาพของระบบนิเวศดังกล่าว เช่น พันธุ์ไม้พื้นเมืองที่เติบโตได้เฉพาะแต่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ พันธุ์แมลงที่อยู่ได้เฉพาะในดินที่อุดมสมบูรณ์ ฯลฯ พื้นที่มาตรฐานนี้จะใช้เป็น “มาตรวัด” ที่จะใช้เปรียบเทียบกับพื้นที่โครงการ (เช่น พื้นที่ที่จะสร้างเหมือง) ความแตกต่างของพื้นที่โครงการหลังก่อสร้างและก่อนก่อสร้างเมื่อเทียบกับพื้นที่มาตรฐานนี้จะเป็นเครื่องวัดปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญหายไป

ความหลากหลายทางชีวภาพ “ส่วนเพิ่ม” ในพื้นที่ที่จะใช้เป็นออฟเซ็ตก็จะใช้วิธีเดียวกัน โดยอาศัยการประเมินว่ากิจกรรมอย่างเช่นการปลูกพันธุ์ไม้พื้นเมืองและกำจัดวัชพืชจะเพิ่มคะแนนเฮกตาร์ถิ่นกำเนิดได้มากน้อยเพียงใด เป้าหมายอยู่ที่การแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบเชิงลบของโครงการต่อความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิมในพื้นที่โครงการนั้น ได้รับการชดเชย (ออฟเซ็ต) มากน้อยเพียงใดในพื้นที่ออฟเซ็ต

ประเด็นที่ว่าพื้นที่ออฟเซ็ตควรอยู่ในบริเวณเดียวกันกับพื้นที่โครงการหรือไม่ เป็นประเด็นน่าสนใจที่บีบีโอพีกำลังศึกษาอย่างต่อเนื่อง แต่หลักการที่บีบีโอพีพบว่าค่อนข้างได้ผลคือ เน้นการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในบริเวณเดียวhttpwww.caissedesdepots.frกัน (in kind) ก่อน โดยเฉพาะถ้าพื้นที่โครงการนั้นมีพืชและสัตว์หายากซึ่งไม่มีที่อื่นแล้วในโลก ส่วนทางเลือกคือการใช้ที่อื่นเป็นพื้นที่ออฟเซ็ต (out of kind) นั้น ควรจะใช้ก็ต่อเมื่อประเทศนั้นมีโครงการเร่งด่วนที่สำคัญกว่าการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการ ยกตัวอย่างเช่น หนึ่งในโครงการนำร่องของบีบีโอพีคือการออฟเซ็ตโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนเกาะเบนบริดจ์ในมลรัฐวอชิงตันของอเมริกา ทีมงานเลือกการฟื้นฟูถิ่นที่อยู่ของปลาแซลมอนในอ่าวพูเจต์เป็นพื้นที่ออฟเซ็ต แทนที่จะเลือกพื้นที่ติดโครงการ เนื่องจากถิ่นปลาแซลมอนถูกคุกคามอย่างรุนแรง และการฟื้นฟูแหล่งประมงนี้ก็เป็นนโยบายที่รัฐวอชิงตันให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

บีบีโอพีตั้งเป้าว่า โครงการออฟเซ็ตไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบในแง่ลบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่จะช่วยสร้าง “ประโยชน์สุทธิ” ในแง่ของการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม ในแง่นี้ โครงการได้คิดค้นและเผยแพร่หลักการ 10 ข้อที่ประกาศว่าจะยึดเป็นสรณะ หลักการ 3 ข้อแรกเรียงตามลำดับความสำคัญได้แก่ 1. ไม่มีความสูญเสียสุทธิ (no net loss) – ออฟเซ็ตความหลากหลายทางชีวภาพจะต้องไม่ก่อความเสียหายสุทธิ และทางที่ดีก็น่าจะช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (net gain) ด้วย, 2. ได้ผลอนุรักษ์ส่วนเพิ่ม (additional conservation outcomes) – ออฟเซ็ตนี้ควรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้มากกว่าถ้าไม่ใช้ออฟเซ็ต การออกแบบและลงมือทำออฟเซ็ตควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะส่งผลเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่อื่น, 3. ยึดมั่นในลำดับชั้นของการบรรเทาปัญหา (adherence to mitigation hierarchy) – ออฟเซ็ตนี้ต้องเป็นความพยายามที่จะชดเชยผลกระทบส่วนที่ยังไม่ได้รับการบรรเทา หลังจากที่โครงการดำเนินมาตรการป้องกันและบรรเทาปัญหาอย่างสุดความสามารถแล้ว

หลักการข้อ 3 นั้นสำคัญมาก เพราะเป็นความพยายามของบีบีโอพีในการป้องกันไม่ให้บริษัทซื้อออฟเซ็ตเพื่อลบล้างหน้าที่ในการหามาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบตั้งแต่ต้น ไม่อย่างนั้นบริษัทก็อาจมักง่ายไม่ต่างจากบริษัทมักง่ายทั้งหลายในตลาดคาร์บอนเครดิต เช่น ถางป่าเขตร้อนเหมือนเดิมเพราะคอยซื้อออฟเซ็ตมาลบล้างความผิดไปได้เรื่อยๆ

ปัจจุบันโครงการบีบีโอพีอยู่ระหว่างการดำเนินเฟส 2 ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2011 ผู้ดำเนินโครงการนี้หวังว่าจะสามารถขยายโครงการและทำงานร่วมกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ และเมื่อมีข้อมูลจากโครงการต่างๆ ถึงจุดหนึ่ง พวกเขาก็จะสามารถสร้างมาตรฐานสากลได้ในอนาคต.
 

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย