ดัชนีโลกมีสุข (Happy Planet Index)

เศรษฐศาสตร์กู้โลก

ดัชนีโลกมีสุข (Happy Planet Index)

สฤณี อาชวานันทกุล
ดัชนีโลกมีสุข

 ขอต้อนรับผู้อ่านทุกท่านเข้าสู่คอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์กู้โลก” ซึ่งจะมาพบกับท่านบนเว็บไซต์มูลนิธิโลกสีเขียวทุกเดือน นับจากนี้เป็นต้นไป

ในฐานะอดีตนักศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนและไม่ได้นำวิชาความรู้มาใช้ในชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยเท่าที่ควร ผู้เขียนขอใช้พื้นที่ของคอลัมน์นี้ไถ่บาปของตัวเองและทดแทนบุญคุณของอาจารย์เศรษฐศาสตร์ ด้วยการนำเสนอชุดความคิดและเครื่องมือใหม่ๆ จากเศรษฐศาสตร์และวงการที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังถูกพัฒนาเพื่อมาช่วยประเมิน ป้องกัน และแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม สองมิติที่เกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับเศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักยังไม่มองมิติต่างๆ อย่างเป็น ‘องค์รวม’ แต่มองอย่าง ‘แยกส่วน’ ออกจากกัน และมองว่ามิติทางเศรษฐกิจต้องมาก่อน เช่น บอกว่าทุกประเทศควรมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้รุ่งเรืองก่อน มิติสิ่งแวดล้อมเอาไว้รวยแล้วค่อยมาแก้ไขภายหลังก็ได้

ในเมื่อวิธีคิดแบบ ‘แยกส่วน’ ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนับวันยิ่งได้รับการพิสูจน์และตอกย้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าทั้งไม่เป็นความจริง ทั้งทำให้สถานการณ์ในอนาคตแย่ลง แทนที่จะดีกว่าเดิม จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มุ่งพัฒนาชุดความคิดและเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อผลักดันให้ผู้มีอิทธิพลในสังคม ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เปลี่ยนวิธีคิดเป็นแบบ ‘องค์รวม’ มากขึ้น คือคำนึงถึงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ในโครงการพัฒนาทุกระดับ

เพราะการพัฒนาใดๆ ก็ตามในศตวรรษนี้และศตวรรษต่อๆ ไป จะต้องสอดคล้องกับแนวคิด ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ เท่านั้น มนุษย์ถึงจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข

สถาบันวิจัยอิสระแห่งหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากคือ New Economics Foundation  ได้พัฒนาดัชนีทางเลือกชุดหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาแบบ ‘องค์รวม’ ได้อย่างดีเยี่ยมและใช้ประโยชน์ได้จริง ดัชนีชุดนี้ชื่อ Happy Planet Index (HPI) หรืออาจแปลเป็นไทยว่า “ดัชนีโลกมีสุข” มีการตีพิมพ์ผลการประเมินครั้งแรกออกมาในปี ค.ศ. 2006

HPI เป็นดัชนีชุดแรกในโลกที่นำดัชนีวัดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมาสังเคราะห์เข้ากับดัชนีวัดความอยู่ดีมีสุขของประชากร เพื่อคำนวณ “ประสิทธิภาพเชิงนิเวศ” (ecological efficiency) ของแต่ละประเทศในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อส่งมอบชีวิตที่ “น่าพึงพอใจ” และ “ยืนยาว” ให้กับประชากรในประเทศ

ประเทศที่มี HPI สูงอาจไม่ใช่ประเทศที่ประชากร “มีความสุขที่สุด” แต่เป็นประเทศที่สามารถมอบชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขให้กับประชากรได้โดยไม่ก่อความตึงเครียดต่อระบบนิเวศหรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง

ค่าของ HPI คือผลลัพธ์ของสมการดังต่อไปนี้:
HPI =  ความพึงพอใจในชีวิต (life satisfaction) x ความยืนยาวของอายุ (life expectancy)
                                             รอยเท้านิเวศ (ecological footprint)

องค์ประกอบในดัชนี HPI สามตัวได้แก่

1) “ความพึงพอใจในชีวิต” เป็นตัวเลขแทนความเห็นที่เป็นอัตตวิสัย (subjective) จากการตอบคำถาม “ตอนนี้คุณรู้สึกพอใจกับชีวิตมากน้อยเพียงใด?” โดยให้ผู้ตอบประเมินความพอใจของตัวเองออกมาเป็นตัวเลข จาก 0 (ไม่พอใจเลย) ถึง 10 (พอใจมาก) ข้อมูลด้านความพึงพอใจในชีวิตที่ใช้ในการคำนวณ HPI ส่วนหนึ่งมาจากรายงาน World Values Survey  ซึ่งจัดทำโดยเครือข่ายนักสังคมวิทยาทั่วโลก

2) ความยืนยาวของอายุ (life expectancy) เป็นตัวเลขภววิสัย (objective) หมายถึงอายุขัยที่ประชากรโดยเฉลี่ยน่าจะใช้ชีวิตได้ถึง คำนวณจากอัตราการตายของประชากรในช่วงอายุต่างๆ เป็นตัวเลขเดียวกันกับที่ใช้ในดัชนี Human Development Index ของ UNDP

3) รอยเท้านิเวศ (ecological footprint) หมายถึงระดับผลกระทบต่อธรรมชาติ (ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ และผลกระทบต่อระบบนิเวศ) ที่มนุษย์กระทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง เปรียบเสมือน “รอยเท้า” ที่มนุษย์ประทับลงบนธรรมชาติ มูลค่าของรอยเท้านิเวศมีค่าเท่ากับพื้นที่บนบกและในทะเลที่ต้องใช้ในการฟื้นฟู (regenerate) ทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับปริมาณการบริโภคของมนุษย์ ดูดซับของเสีย และทำให้ของเสียเหล่านั้นไม่เป็นพิษภัย (render harmless)

ในปี 2007 World Wildlife Fund (WWF) สรุปข้อมูลรอยเท้านิเวศจากทุกประเทศในโลกว่า ประชากรทั่วโลกบริโภคเกินกว่าศักยภาพของโลกไปเกือบร้อยละ 50 ตัวเลขนี้หมายความว่า ถ้าคนทั่วโลกไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เราจะต้องใช้โลกถึง 1.50 ใบเพื่อรองรับความต้องการของมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มนุษย์จำเป็นจะต้องควบคุมอัตราการเติบโตของประชากร ลดระดับการบริโภค เลิกใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก่อนที่จะไม่มีโลกให้มนุษย์อาศัยอยู่

ผลการคำนวณดัชนี HPI ของ New Economics Foundation ในปี 2006 ของ 178 ประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า ไม่มีประเทศใดที่ได้ระดับ “ดี” (สีเขียว) ในดัชนีทั้งสามตัวที่ประกอบกันเป็น HPI ตามหลักเกณฑ์ของคณะผู้จัดทำดังต่อไปนี้
 
 

Happy Planet Index ในปี 2006


 
ที่มา: Happy Planet Index, New Economics Foundation, 2006.

ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ ประเทศที่มีดัชนี HPI สูงที่สุดในโลก 20 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะ มี “รายได้ปานกลาง” ตามนิยามของธนาคารโลก และอยู่ในทวีปอเมริกากลาง ทะเลคาริบเบียน และอเมริกาใต้ ในบรรดาประเทศเอเชียสามประเทศที่ติด 20 อันดับแรก คือ เวียดนาม ภูฏาน และฟิลิปปินส์ ภูฏานเป็นประเทศเดียวที่มีดัชนีองค์ประกอบระดับ “ดี” (สีเขียว) ถึงสองในสามตัว คือดัชนีความพึงพอใจในชีวิต และรอยเท้านิเวศ ผลการคำนวณของประเทศที่มี HPI สูงสุด 20 อันดับแรกสรุปออกมาเป็นตารางต่อไปนี้:


ที่มา: Happy Planet Index, New Economics Foundation, 2006.

เมื่อนำ HPI มาพล็อตเปรียบเทียบกับรายได้ต่อหัวของประชากร จะเห็นว่ารายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่า HPI จะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังแสดงในแผนภาพต่อไปนี้:

HPI vs. รายได้ต่อหัว (ขนาดของวงกลมแสดงขนาดของประชากร)

ที่มา: Happy Planet Index, New Economics Foundation, 2006.

ข้อมูลดังกล่าวจาก HPI สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ลำพังความเจริญทางเศรษฐกิจ ที่มักจะส่งผลให้ประชากรโดยเฉลี่ยมีสุขภาพดีและอายุยืนนั้น ไม่อาจรับประกันได้ว่าประชากรในประเทศนั้นจะมีความสุขกว่าในประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่า และซ้ำร้ายความเจริญนั้นก็มักจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนธรรมชาติที่สูงมาก (และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกไม่มีความสุข) ยกตัวอย่างเช่น ประชากรของสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปตะวันตกมีอายุยืนยาวและมีความพึงพอใจในชีวิตค่อนข้างดีก็จริง แต่ต้องแลกมาด้วย ‘ต้นทุน’ ที่สูงมากในแง่ของรอยเท้านิเวศ

ในโลกที่คนส่วนใหญ่ยังคิดแบบ ‘แยกส่วน’ ดัชนี HPI เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่สะท้อนให้เห็นความผิดพลาดของวิถีการพัฒนาแบบ ‘แยกส่วน’ ที่ยังครอบงำวิธีคิดของผู้นำส่วนใหญ่ในโลก และกระตุ้นให้คนมองเห็นความเชื่อมโยงที่แยกออกจากกันไม่ได้ระหว่างมิติเศรษฐกิจ (สะท้อนในตัวเลขความยืนยาวของอายุใน HPI) มิติสังคม (สะท้อนในตัวเลขความพึงพอใจชีวิต) และมิติสิ่งแวดล้อม (สะท้อนในตัวเลขรอยเท้านิเวศ)
 
ปัจจุบัน คณะผู้จัดทำดัชนี HPI นำโดย นิค มาร์คส์ (Nic Marks) กำลังพัฒนาวิธีวัดและคำนวณดัชนีตัวนี้อย่างต่อเนื่อง และเดินสายบรรยายไปทั่วโลกเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ผู้กำหนดนโยบายนำดัชนีตัวนี้ไปใช้แทนที่ หรืออย่างน้อยก็ควบคู่ไปกับดัชนีแบบ ‘แยกส่วน’ ที่มักจะมองเห็นแต่มิติเศรษฐกิจ (เช่น GDP) ในการกำหนดนโยบายพัฒนาในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา
 

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย